บ้านดวงจันทน์ 2
ธันวาคม 10, 2018, 04:59:01 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 30 31 [32] 33   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Coffee Lover  (อ่าน 134323 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 29 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #465 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2012, 08:20:10 PM »



วันนี้ ....หลาย ๆคนคงรู้สึกอย่างนี้ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1019



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #466 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 12:49:08 PM »

ได้เข้าไปอ่านบล็อคของคุณ pwttas
เขากล่าวถึงเรื่อง LOVE STORY (1970) ได้อย่างน่าฟังมาก



สตาร์พิคส์ – REPLAY

LOVE STORY (1970) เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล

ประวิทย์ แต่งอักษร

ไม่มีใครคาดฝัน หนังเล็กๆเรื่องหนึ่งก็ช่วยกอบกู้ให้สตูดิโอรอดพ้นจากการต้องจบเห่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ คงไม่จำเป็นต้องบอกว่าหนังเรื่องที่ว่านี้ชื่อว่าอะไร

กล่าวกันว่า คนที่ริเริ่มโครงการสร้างหนังเรื่อง Love Story ก็คืออาลี แม็คกรอว์ ดาราสาวที่ในขณะนั้น กำลังคบหาอยู่กับเอฟแวนส์ เธอเป็นคนเล่าโครงเรื่องคร่าวๆให้กับเขา และหลังจากนั้น ทุกอย่างก็ค่อยๆก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ภายใต้เงินทุนที่ใช้ในการสร้างเพียง 2 ล้านเหรียญ อาร์เธอร์ ฮิลเลอร์ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เล่าให้ฟังว่า เขาถึงกับถูกบังคับให้ต้องสาบานกับคณะกรรมการของบริษัทว่า เขาจะสร้างหนังเรื่องนี้ภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้เท่านั้น

Love Story ซึ่งเปรียบเสมือนเดิมพันครั้งสำคัญในแง่ของอาชีพการงานของเอฟแวนส์-เปิดตัวอย่างครึกโครมในช่วงก่อนคริสต์มาสของปี 1970 และผู้ชมจากทั่วสารทิศก็แห่แหนไปดูหนังเรื่องนี้ จนกระทั่งกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของปีด้วยตัวเลข 50 ล้านเหรียญ และติดอยู่ในอันดับสองของหนังทำเงินสูงสุดแห่งทศวรรษ(1961-70) รองจาก The Sound of Music เพียงเรื่องเดียว

ถ้าหากจะวิเคราะห์ความสำเร็จของ Love Story กันอย่างจริงๆจังๆแล้ว มันเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยด้วยกัน ตั้งแต่เนื้อเรื่องที่นอกจากผูกขึ้นอย่างเรียบง่ายแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยความซาบซึ้งสะเทือนอารมณ์, ปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างนักแสดงหลักของเรื่องอันได้แก่ แม็คกรอว์กับไรอัน โอ’นีล ที่ถ่ายทอดบทบาทได้อย่างเป็นธรรมชาติ สมจริงและสอดประสานกลมกลืน, ทักษะในการกำกับของฮิลเลอร์ที่ไม่พยายามโหมกระพือให้มันเป็นหนังคร่ำครวญฟูมฟาย และดนตรีประกอบของฟรานซิส เลที่หวานซึ้งและสวยงาม อีกทั้งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดในการช่วยให้เรื่องมีบรรยากาศเศร้าสร้อยเดียวดาย

แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น บางที เหตุผลที่นำพาให้คนแห่แหนกันมาซื้อตั๋วหนังเรื่องนี้มากมายเป็นประวัติการณ์ อาจจะเนื่องมาจากความที่หนังพูดในบางเรื่องราวที่ทั้งจับใจและตรงกับความรู้สึกของผู้คนในยุคสมัยแห่งความขุ่นเคืองและยุ่งเหยิงวุ่นวาย ทั้งยังไม่ปรากฏว่าก่อนหน้านี้ เคยมีหนังเรื่องไหน-แตะต้องประเด็นเหล่านี้อย่างจริงจัง นั่นคือการเรียกร้องให้ผู้คนเปิดกว้างยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1019



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #467 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 12:50:16 PM »

Love Story เปิดฉากด้วยภาพระยะไกลของชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่เพียงลำพังบนอัฒจันทร์เล็กๆของลานสเก็ตในสวนสาธารณะของเซ็นทรัลพาร์ค บรรยากาศรอบตัวเขาปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน เสียงบรรยายของชายหนุ่มในท่วงทำนองนุ่มนวลอ่อนโยนบอกข้อมูลสำคัญเบื้องต้นกับผู้ชม “คุณจะบอกเล่าถึงผู้หญิงวัย 25 ปีที่จากไปได้ยังไง บอกว่าเธอเป็นคนสวย ฉลาดหลักแหลม บอกว่าเธอรักโมซาร์ท, บาค, เดอะ บีทเทิ่ลส์ และก็ตัวผม..ยังงั้นหรือ”

ถัดจากนั้น หนังก็พาเราไปพบกับตัวเอกทั้งสองคนของเรื่องที่ฐานะทั้งในทางเศรษฐกิจ, สังคมและชนชั้น-อยู่กันคนละขั้วทีเดียว

ลำพังตัวเลขโรมัน(IV)ที่ต่อท้ายชื่อของโอลิเวอร์ แบร์เร็ทท์(โอ’นีล)ก็บอกอยู่แล้วว่า ตระกูลของเขาย้อนกลับไปได้ยาวไกล แถมนามสกุลของเขาก็ยังเป็นชื่อเดียวกับตึกเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นั่นกลายเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ใครจะมองเขาว่าเป็นเสมือนลูกหลานเจ้าขุนมูลนายที่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนธรรมดาสามัญในการเข้ามาร่ำเรียน ณ สถานศึกษาอันเก่าแก่และโด่งดังแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม โอลิเวอร์ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนหนุ่มสาวในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับคนในเจนเนอเรชั่นพ่อแม่ และไม่ต้องอาศัยยศถาบรรดาศักดิ์ที่ติดตัวมา ตลอดจนความมั่งคั่งร่ำรวยของชาติตระกูลเป็นแต้มต่อในการพิสูจน์ตัวเอง




กล่าวสำหรับเจนนี่ (แม็คกรอว์) เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของฟิล(จอห์น มาร์ลี่ย์) เจ้าของร้านขายคุ้กกี้ และนั่นอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมถึงฐานะและชนชั้นของเธอ-ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว หญิงสาวก็สำเหนียกในความต้อยต่ำของตัวเอง คำพูดในครั้งหนึ่ง-บอกชัดเจนว่า เธอเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าความสัมพันธ์กับชายหนุ่มลูกไฮโซที่ก่อตัวนี้จะดำเนินไปอย่างจริงจังหรือยืนยาว อันที่จริง เธอเรียกว่ามันเป็นเหมือนกับวันหยุดพักร้อน และเชื่อลึกๆว่า สักวันหนึ่ง ต่างคนก็คงต้องไปตามวิถีทางของตัวเอง

ไม่ว่าจะอย่างไร หนังปูพื้นความสัมพันธ์ของคนทั้งสองได้อย่างมีเสน่ห์ดึงดูดและชวนให้ติดตาม ในตอนเริ่มต้น มันเกือบๆจะมีลักษณะของหนังแนวพ่อแง่แม่งอน กล่าวคือ นอกจากไม่มีคำพูดหวานๆให้ได้ยินแล้ว ต่างฝ่ายยังเชือดเฉือนกันด้วยบทสนทนาที่ค่อนข้างเผ็ดร้อน เต็มไปด้วยการยั่วยุและสอดแทรกไว้ด้วยคำผรุสวาทเป็นครั้งคราว แน่นอนที่สุดว่า เป้าโจมตีใหญ่ที่สุดของเจนนี่ก็คือความเป็นลูกคนมีสตางค์ของโอลิเวอร์-ซึ่งไม่มีทางที่เขาจะรอดพ้นจากข้อกล่าวหาได้เลย

แต่ถ้าจะมองอย่างถี่ถ้วน เว้นจากเรื่องของฐานะที่เหลื่อมล้ำไปอย่างหนึ่งแล้ว อุปสรรคในความรักของคนทั้งสองก็เหลือน้อยเต็มที ชีวิตรักของพวกเขาดำเนินไปตามลำดับขั้นตอน และระดับความลึกซึ้งก็เพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านพ้นไป กระทั่งเมื่อทุกอย่างสุกงอม และชายหนุ่มได้แสดงให้เห็นว่าเขาซีเรียสจริงจังกับความสัมพันธ์ เจนนี่ซึ่งแต่เดิม ใฝ่ฝันว่าเธอจะไปร่ำเรียนดนตรีในฝรั่งเศส ก็ยินยอมเลิกล้มแผนการเหล่านั้น(รวมถึงทุนการศึกษาที่ได้รับ) และแต่งงานกับชายหนุ่มโดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ

พูดง่ายๆว่า หนังพยายามบอกโดยอ้อมว่า บนพื้นฐานของความรัก อะไรๆในชีวิตของตัวละครที่ไม่สอดคล้องลงรอยไม่ว่าจะใหญ่โตแค่ไหน( อาทิ เรื่องของรสนิยม, ทัศนคติเกี่ยวกับชีวิต, ความมุ่งหวังในอนาคต)-ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขจัดการได้ไม่ยากเย็น ในทางกลับกัน หนังก็บอกอีกเช่นเดียวกันว่า-ถ้าคนเราไม่มีความรักต่อกันแล้ว เรื่องเล็กๆน้อยๆก็สามารถเป็นเรื่องที่สร้างความยุ่งยากได้ทันที
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1019



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #468 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 12:51:58 PM »

คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงหนังเรื่อง Love Story ว่าเป็นเรื่องราวความรักระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวที่ในที่สุดแล้ว จบลงด้วยการพลัดพรากกัน แต่ยังมีอีกรูปแบบหนึ่งของความรักที่ถูกสอดแทรกควบคู่กันไป มันอาจจะไม่ใช่พล็อตหลักของเรื่อง แต่ก็เป็นพล็อตรองที่สำคัญ และช่วยเน้นให้แก่นหลักของเรื่องเพิ่มความหนักแน่นชัดเจน

ดังที่กล่าวไว้ตอนต้น โอลิเวอร์ไม่ลงรอยกับพ่อของเขา โอลิเวอร์ แบร์เร็ทท์ที่ 3(เรย์ มิลแลนด์) มาตั้งแต่ไหนตั้งไร เหตุผลก็ไม่ได้สลับซับซ้อน ชายหนุ่มบอกว่าพ่อของเขาทั้งวางกรอบและตั้งความหวังกับเขามากเกินไป อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความเย็นชา เขาถึงกับเรียกพ่อตัวเองลับหลังว่า ‘son of a bitch’ และบอกว่า ไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพ่อตัวเอง



คำพูดของโอลิเวอร์คงจะมีความจริงอยู่พอสมควร และถ้าประเมินจากบทสนทนาบนโต๊ะอาหารระหว่างชายหนุ่มกับพ่อของเขาซึ่งอยู่ถัดจากฉากที่ฝ่ายแรกพาเจนนี่ไปแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ มันก็อาจจะยิ่งยุยงส่งเสริมให้ผู้ชมมองเห็นว่า มิสเตอร์แบร์เร็ทท์เป็นตัวปัญหาในความรักระหว่างโอลิเวอร์กับเจนนี่จริงๆ(ประโยคท้ายๆของการพูดคุย เราถึงกับได้ยินพ่อของโอลิเวอร์ยื่นคำขาดว่า ถ้าหากชายหนุ่มแต่งงานกับเจนนี่ตอนนี้ เขาก็จะเลิกยุ่งเกี่ยวกับลูกชายทันที) แต่คนทำหนังกลับไม่ได้ตั้งใจให้แบร์เร็ทท์ผู้พ่อรับบทเป็น ‘ตัวร้าย’ ถึงขนาดนั้น

มองในมุมของมิสเตอร์แบร์เร็ทท์ เขาก็เหมือนกับพ่อทุกคนในโลกนี้ที่มีแต่ความปรารถนาดีและความห่วงใยให้กับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียว รวมทั้งไม่รีรอที่จะเสนอความช่วยเหลือทุกหนทางที่ทำได้เพื่อสนับสนุนให้ชายหนุ่มได้ก้าวสู่ความสำเร็จแบบเรียนลัด แต่ปัญหาก็เป็นอย่างที่กล่าวไว้แล้ว โอลิเวอร์ต้องการอิสระในการเลือกเส้นทางเดินของตัวเอง และไม่ปรารถนาที่จะเอาเปรียบใคร

บางที ปม(ด้อย)ของการเป็นอภิสิทธิ์ชนของโอลิเวอร์-ก็ทำให้เขา ‘โอเวอร์รีแอ็ค’ หรือแสดงปฏิกิริยาในเชิงลบอย่างเกินเลยกับพ่อของเขาอยู่เหมือนกัน อันได้แก่การกล่าวขวัญถึงในทางเสียๆหายๆ รวมทั้งยังส่งผลให้เขาเพิกเฉยหรือแกล้งมองไม่เห็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น ‘ความรัก’ ที่พ่อของเขาหยิบยื่นให้อย่างน่าเสียดาย อย่างเช่นการที่พ่อของเขาอุตส่าห์ขับรถระยะทางยาวไกลเพื่อไปเป็นกำลังใจลูกชายที่ลงแข่งฮ็อคกี้น้ำแข็งนัดสำคัญ การเฝ้าถามถึงอนาคตในการศึกษาถึงสองครั้งสองครา



ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่ามิสเตอร์แบร์เร็ทท์มีกำแพงรอบตัวเองอย่างแน่นหนาจริงๆ และความพยายามจะเข้าอกเข้าใจลูกชายคนที่เขาเรียกว่าเป็น ‘ขบถ’ คนนี้ก็นับว่าน้อยเหลือเกิน

นั่นทำให้จุดแตกหักกลายเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งๆที่พินิจพิเคราะห์จริงๆแล้ว โอลิเวอร์(หรือจะรวมเจนนี่ด้วยก็ได้)ก็ไม่ได้เป็นพวกขัดขืนระบบหรือต่อต้านสถาบันอย่างชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู เขาอาจจะปฏิเสธวิถีชีวิตและความคิดของคนรุ่นพ่อแม่  ไม่มีความศรัทธาในคำสั่งสอนของศาสนา ต่อต้านรัฐบาลและกองทัพ แต่เป้าหมายในชีวิตของเขาก็ไม่ใช่การออกไปแสวงหาความหมายในเชิงนามธรรมแบบพวกบุปผาชน หรือการทำอะไรเพื่อมวลชนร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าความจำเป็นเร่งด่วนลำดับแรกๆก็คือ การหาทาง ‘ก้าวข้ามเส้นของความยากจน’ (หลังจากที่ชายหนุ่มตัดหางปล่อยวัดตัวเองจากอาณาจักรของพ่อแม่) ซึ่งหมายความว่า เขาก็มุ่งค้นหาความสำเร็จในกรอบสังคมแบบทุนนิยมอยู่เหมือนกัน
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1019



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #469 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 12:53:15 PM »

มองในมุมนี้แล้ว ความขัดแย้งระหว่างพ่อลูกคู่นี้-ก็ดูจะกลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องของอุดมการณ์ แต่ไม่ว่าความบาดหมางนี้จะวางอยู่บนเงื่อนไขอะไร ใครคนหนึ่งที่คอยทำหน้าที่ประสานรอยร้าวนี้ตั้งแต่ต้นก็คือเจนนี่ ดังจะเห็นได้ว่า เธอพยายามเตือนสติคนรัก และพูดจาปกป้องมิสเตอร์แบร์เร็ทท์ตามที่เธอมองว่าเหมาะควร

อย่างไรก็ตาม นอกจากหญิงสาวจะไม่อาจโน้มน้าวให้ชายหนุ่มคล้อยตาม มันยังนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งอย่างใหญ่โตครั้งแรกและครั้งเดียวระหว่างคนทั้งสอง ซึ่งนั่นอธิบายกับผู้ชมโดยอ้อมว่า สาเหตุแท้จริงที่บันดาลให้พ่อลูกคู่นี้ไม่อาจจะปรองดองกัน-ก็เพราะพวกเขาดื้อรั้นและหัวแข็งเกินไป

อย่างไรก็ดี ในฉากเดียวกันนี้เองที่หนังให้เจนนี่กล่าวประโยคที่เป็นทั้งการเสนอทางออกให้กับปัญหาที่แก้ไม่ตกนี้ และเป็นสาระสำคัญหรือธีมหลักของเรื่องทีเดียว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากโอลิเวอร์พยายามเอ่ยปากขอโทษหญิงสาวผู้เป็นที่รักเพราะสำนึกได้ว่าเขาทำร้ายจิตใจของเธออย่างรุนแรง แต่ก่อนที่จะได้กล่าวอะไรมากไปกว่านั้น หญิงสาวก็พูดขึ้นทันทีว่า “Love means never having to say you’re sorry” หรืออีกนัยหนึ่ง สิ่งที่เธอต้องการหมายถึงก็คือ ถ้าคนสองคนรักและเข้าใจกันจริงๆ คำกล่าวแสดงความเสียใจใดๆก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น

สำหรับโอลิเวอร์ ข้อคิดดังกล่าวกลายเป็นบทเรียนล้ำค่า ไม่ใช่เพราะมันช่วยยุติความขัดแย้งลงได้โดยปริยาย แต่ในอีกไม่นาน เหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างได้ทำให้ชายหนุ่มซาบซึ้งถึงความหมายของประโยคข้างต้นอย่างแท้จริง



คงไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังว่า ในที่สุดแล้ว เนื้อหาทั้งหมดลงเอยอย่างไร ทั้งนี้เพราะตัวเอกของเรื่องเฉลยตอนจบให้ผู้ชมได้รับรู้ตั้งแต่ประโยคแรก การล้มป่วยด้วยโรคร้ายของเจนนี่(ซึ่งหลายคนอยากรู้ว่า มันคือโรคอะไร เพราะหนังไม่ได้ให้เงื่อนงำใดๆที่พอจะคาดเดาได้เลย)ส่งผลให้โอลิเวอร์ลดทิฐิมานะของตัวเอง และทำในสิ่งที่เขาปฏิเสธมาตลอดตั้งแต่ต้น นั่นคือการซมซานกลับไปหาพ่อเพื่อขอความช่วยเหลือทางด้านการเงิน แน่นอนว่า-ถ้าไม่ใช่เพื่อหญิงสาวผู้เป็นที่รัก ชายหนุ่มก็คงจะไม่มีวันละวางอัตตาถึงเพียงนี้

ใครที่ได้อ่านนิยายของเอริค ซีกัล(ที่เขียนจากบทภาพยนตร์ของเขาเอง)ก็จะพบว่ามันจบไม่เหมือนในหนังของอาร์เธอร์ ฮิลเลอร์-ซึ่งเปิดและปิดด้วยฉากเดียวกันที่สวนสาธารณะ ในนิยาย ฉากจบอยู่ก่อนหน้านั้นในโรงพยาบาล กล่าวคือ ภายหลังจากที่มิสเตอร์แบร์เร็ตต์เซ็นเช็คให้พระเอกตามจำนวนที่ร้องขอ-โดยเข้าใจว่า มันเกี่ยวข้องกับความยุ่งยากเรื่องผู้หญิง เขาก็สืบจนล่วงรู้ความจริง และรีบรุดไปที่โรงพยาบาล

ชายชราพบกับโอลิเวอร์ตรงประตูทางเข้าโรงพยาบาลพอดี และได้รับแจ้งข่าวร้ายจากลูกชาย เขาพยายามทำอย่างเดียวกับโอลิเวอร์ในฉากสำคัญที่เพิ่งกล่าวถึงข้างต้น อันได้แก่การขอโทษ(ในสิ่งที่ได้ทำลงไป)และแสดงความเสียใจ ขณะที่ชายหนุ่มก็ตอบกลับด้วยประโยคคำพูดของเจนนี่นั่นเอง เหตุการณ์สุดท้ายตามที่บรรยายไว้ในหนังสือก็คือ ชายหนุ่มร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นบิดา

แม้เสียงจากห้วงคำนึงของโอลิเวอร์จะระบุว่าเขาไม่รู้ว่าตัวเองเอ่ยประโยคนั้นของเจนนี่ขึ้นมาทำไม แต่ผู้อ่านก็สรุปได้ในที่สุดว่าพ่อลูกคืนดีกัน และเจนนี่ผู้ล่วงลับก็บรรลุเป้าหมายที่เธอเพียรพยายามตลอดมา

น่าเสียดายอยู่นิดนึงที่หนังไม่ได้ให้ผู้ชมได้เห็นภาพที่แจ่มชัดของการทลายกำแพงของกันและกันนี้บนจอ และปล่อยให้ผู้ชมไปนึกเอาเอง ทว่าอย่างน้อย เราก็สามารถอนุมานได้ว่า นอกจากชายหนุ่มไม่ได้ละทิ้งบทเรียนสำคัญที่คนรักได้ฝากไว้แล้ว เขายังได้ส่งมอบต่อไปให้พ่อของตัวเอง

ซึ่งผู้ชมก็ได้แต่มองโลกแง่ดีและคาดหวังว่า สุดท้ายแล้ว ความรักที่พ่อลูกคู่นี้เพิ่งตระหนักได้ว่ามีต่อกัน-จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขทุกๆปัญหาให้ลุล่วงไปอย่างราบรื่นและง่ายดาย
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1019



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #470 เมื่อ: มกราคม 17, 2013, 09:32:42 AM »

ได้ดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง
จากการเสาะหาที่ร้านเพื่อนที่เปิดร้านให้เช่าหนังน่ารักๆแถวท่าพระจันทร์

ดูแล้วเรื่องนี้ให้รายละเอียดในการใช้ชีวิตคู่
และความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว
ให้ผู้ชมได้ตระหนักและเคารพในความนึกคึดของผู้อื่น

และการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ในเรื่องนี้น่าจะเป็นคำว่า
ถ้าจะรักต้องลืมคำว่าเสียใจ

อารีฯ อาจยังมีชีวิตอยู่ก็ได้....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2013, 09:36:46 AM โดย Guard » บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
ลุงพริก
Sr. Member
****
กระทู้: 269



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #471 เมื่อ: มกราคม 24, 2013, 08:27:12 AM »

ไม่ได้ติดตามหนังเท่าไหร่ อ่านแล้วได้อะไรมากกว่าดูหนังอีก

เอาภาพฝรั่ง superman ตัวจริงมาให้ดู ร่วมปั่นจักรยานจากกรุงเทพ-หัวหินเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

บันทึกการเข้า
ลุงพริก
Sr. Member
****
กระทู้: 269



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #472 เมื่อ: มกราคม 24, 2013, 08:39:03 AM »


ภาพนี้ไม่ต้องบรรยาย

บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1019



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #473 เมื่อ: มกราคม 27, 2013, 08:54:57 AM »

เสือเฒ่าท่านต่อไป ลุงพริกของเรานั่นเอง ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ขอส่งกำลังใจเต็มร้อย ส่วนเราจะมุมานะ วันละสามสิบโลไปก่อน ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Rocky
Sr. Member
****
กระทู้: 335


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #474 เมื่อ: มกราคม 28, 2013, 04:31:56 PM »

ลุงพริกเอง ก็ควรจะมีผองเพื่อน นักปั่นร่วมปั่นเป็นกำลังใจ
ในเส้นทางดังกล่าว หรือเปล่าฮะลุงกาจ ไปด้วยกันซีคร๊าบ จะทิ้งกันได้ไง
 ...จริงปล่าวคร๊าบลุงพริก
....เดี๋ยวส่ง ป้าสุขใจ นำทัพให้น้ำ
ลุงเรด ลุงจ้อย มะยม...ว่าไง...ไปเปล่า... ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
กองเชียร์ ร็อคกี้....เชียร์ทุกงาน....อิอิอิ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #475 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2013, 12:29:25 AM »



รูปจักรยานกับป้าย กรุงเทพ-เชียงใหม่ ที่กำแพงวัดพระธาตุลำปางหลวง

มีเรื่องราวน่าสนใจในกระทู้นี้ http://pantip.com/topic/30109892
บันทึกการเข้า
ลุงพริก
Sr. Member
****
กระทู้: 269



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #476 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2013, 04:31:22 AM »

ขอบคุณครับ ซักวันคงมีโอกาสปั่นกรุงเทพ-เชียงใหม่
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1019



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #477 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2013, 06:48:08 PM »

อนาคตของประชาชน อยู่ที่ไหน

ธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่สร้างรายได้ตั้งเยอะ ด้วยการแย่งชิงทรัพยากรที่เป็นของประชาชน
โดยอาศัยความร่วมมือของนักการเมืองและข้าราชการบางคนที่นำเสนอมาตรการอุดหนุนต่างๆมากมาย
ทั้งการเก็บค่าสัมปทานที่ต่ำเตี้ย การยกเว้นภาษีอากรการขนเครื่องจักรมาลงทุน
การยกเว้นภาษีเงินได้เป็นศูนย์ การแก้ไขกฎหมายเปลี่ยนสีผังเมือง ฯลฯ

ขณะที่การกระจายรายได้ รวมไปถึงการเพิ่มโอกาสในการศึกษากลับย่ำแย่ถึงขั้นต้องยุบปิดโรงเรียน
แล้วต้องพากันไปเรียนกระจุกอยู่กับโรงเรียนในเมือง
ถ้าประชาชนยังเงียบเป็นเป่าสากอยู่อย่างนี้
อนาคตลูกหลานของเราคงไม่พ้นคนสิ้นแผ่นดิน


* 963830_568421953210649_158266663_o.jpg (176.99 KB, 1065x800 - ดู 455 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
sunbird
Newbie
*
กระทู้: 9


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #478 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2013, 09:09:43 AM »

การศึกษาและเรียนรู้คุณสมบัติของมนุษย์ คือการลงทุนที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าการลงทุนใดๆ

ขอให้หนูมีโอกาสได้เรียนด้วย
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1019



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #479 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2013, 01:47:45 PM »

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=27fJdztZv88" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=27fJdztZv88</a>
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
หน้า: 1 ... 30 31 [32] 33   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2011, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!