บ้านดวงจันทน์ 2
กันยายน 17, 2014, 12:26:10 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เถาวัลย์แก่งกระจาน ความจริง ความรักและผูกพัน  (อ่าน 12002 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 7 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:02:17 AM »

PuKhoThong



คนละไม้คนละมือช่วยกันติดตั้งโปสต์เตอร์  รวมทั้งด็อกเตอร์เถาวัลย์ก็ลงแรงด้วย





นี่ก็อีกหนึ่งหนุ่มด็อกเตอร์ที่นอกจากร่วมให้ข้อมูลเชิงวิชาการแล้วยังร่วมออกแรงด้วย

ถ้าเมืองไทยมีคนรุ่นใหม่ไฟแรงแบบนี้เยอะๆ  คงไปโลด





หลังติดตั้งเสร็จก็ร่วมกันบันทึกภาพหมู่ไว้เป็นที่ระลึกระหว่างรออีกหลายคณะที่กำลังเดินทางมาร่วม
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:03:22 AM »

PuKhoThong



แล้วก็ถึงเวลาอาหารเที่ยง

นี่ก็อาจารย์ชาวฟิลิปปินส์และอิตาลี่ ที่เข้าร่วมในการคัดค้านการสางเถาวัลย์







บรรยากาศอาหารกลางวันใช้กระทงใบตองแทนโพม  เท่ห์ซะไม่มีละ
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:04:09 AM »

PuKhoThong



ในระหว่างการขึ้นป้ายคัดค้านการสางเถาวัลย์  ผู้สื่อข่าวทีวี น้องตอมปัวส์ก็เร่งนัดแนะกับ

ด็อกเตอร์เถาวัลย์ในการถ่ายทำข่าวชาวคณะ



นี่ก็อีกส่วนหนึ่งของโปสเตอร์ที่เขียนด้วยมือของป้านิดนักสู้เมืองเพชร



เขียนเอง เป็นพรีเซ็นต์เตอร์เองด้วย



น้องผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอสสก็ตระเตรียมก่อนเข้ากล้อง



แล้วก็ุถึงเวลาเดินกล้องซะที



น้องตอมปัวส์คุมเข้มไม่ยอมปล่อยให้เกิดความผิดพลาด

บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:04:50 AM »

PuKhoThong




เมื่อกลุ่มศิลปินมาถึงพร้อมสีสัน  ภาพโปสเตอร์สีสดก็ได้นำจัดแสดงทันที



เป็นไงครับทราซานยุค สองพันสิบ

บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:05:26 AM »

PuKhoThong




สองด็อกเตอร์เถาวัลย์  ตุนเสบียงก่อนออกเดินสำรวจผืนป่ายามบ่าย





เดินจริงๆนะครับไม่ใช่แค่นั่งรถ



เจอแล้วตัวทำให้ป่าถล่ม





นี่ก็คงในความหมายของอุทยานฯ  "ป่าถล่ม   ฤๅว่าป่าถูกทำให้ถล่ม"



หรือเจ้าRocky เดินจนป่าราบกันแน่
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:06:03 AM »

PuKhoThong



หลังอาหารเทีี่่้ยงก็ได้เวลาเดินสำรวจ



ชาวคณะผู้สื่อข่าวก็ตระเตรียมเต็มที่เหมือนกัน



นี่ไงครับจำเลยของป่าแก่งกระจาน หวุดหวิดจะโดนพิพากษาประหารชีวิตซะแหล่ว





เสมือนนักโทษที่รอการประหาร มีป้ายแขวนคอบอกรุปพรรณสัณฐาน



บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:06:48 AM »

PuKhoThong









ืทั้งนักวิชาการและผู้สื่อข่าวตั้งหน้าตั้งตาเบิ่งเถาวัลย์จำเลยของป่าในแปลงทดลองสางทิ้ง






ขอเรียกว่าลูกไม้เถาวัลย์  อาหารอันโอชะของสัตว์ที่หากินบนไม้เรือนยอด(ไม่แน่ใจว่าเรียกถูกป่าว)

เช่น ชะนี  หมีขอ  ตามคำบอกเล่าของด็อกเตอร์เถาวัลย์





สางเถาวัลย์ออกจากป่า  ลืมอะไรหรือป่าว.......มวลชีวิตน้อยใหญ่และความหลายหลายทางชีวภาพ

บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:07:17 AM »

PuKhoThong




แค่แปลงทดลองสางเถาวัลย์ในแปลงย่อย บนเนื้อที่ประมาณ หนึ่งไร่   ยังดูแล้งขนาดนี้

แล้วถ้าตัดทิ้งสามแสนไร่  จะเป็นอย่างไร  นึกไม่ออกจริงๆ

 



มูลช้าง  ในบริเวณแปลงทดลองฯ  ซึ่งห่างจากถนนไม่ถึงห้าสิบเมตร หมายความว่าไงครับ

มีมูลช้างก็ต้องมีช้างแม่นบ่  ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าอุทฯและนักวิชาเกิน

ที่หนับหนุนการตัดสางเถาวัลย์ว่า  เถาวัลย์ทำให้สัตว์น้อยใหญ่เคลื่อนย้ายหนีจากป่าแก่งกระจาน

ไปอยู่ในพม่า  ขี้หกทั้งเพ
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:07:59 AM »

PuKhoThong



ไม้ผุ ล้มลงดินตามธรรมชาติ  ก็เป็นโจทก์ทีุถูำกปั้นขึ้นเพื่อ เอาเถาวัลย์ขึ้นแท่นประหารอีกกรณีหนึ่ง



เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเถาวัลย์มีทั้งดอกและผล 

บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:08:40 AM »



หลังจากเดินสำรวจแปลงทดลองสางเถาวัลย์ก็กลับที่ตั้ง  ก่อนทีคณะสำรวจจะกลับมาุึถึง

รองหัวหน้าอุทยานบ้านกร่างก็ เดินหน้าตูม  มาแจ้งป้านิดนักสุ้สาวเมืองเพชร ซึ่งอยู่เฝ้าฐาน

 ให้รื้อเก็บโปสเตอร์และแผ่นป้ายทั้งหมดออก  โดยอ้างว่าผิด พรบ.ป่าไม้ ม. 16  ่คำตอบ

ของคุณป้านักสู้  "ไม่"

และเมื่อคณะเรากลับมาถึงก็ถูกเชิญกึ่งต้อนเข้าห้องประชุมที่ทำการฯ  ถูกขอร้องทั้งจาก

เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่วนอุทยาน  ต้องเก็บโปสเตอร์ออกให้หมด

              เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและประทะ คณะเราขอปรึกษากันก่อน  ซึ่งก็ถูกกำหนด

ให้จัดการให้เสร็จก่อนห้าโมงเย็น    อิอิ  ห้าโมงก็จวนมืด ฝนก็จะตก  ถึงไม่บังคับก็ต้องเก็บ

เพราะจะเอาไปใช้ในเมืองเพชรวันรุ่งขึ้น  555555555  ว่าแล้วก็ได้เวลาอาหารเย็นอันโอชะ

ก่อนนั่งล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนในหมู่ชาวคณะที่มาคัดค้านการสางเุถาวัลย์

                แต่ก็ถูกแทรกโดยหัวหน้าอุทยานฯ  เอาอยากพูดก็จะทนฟัง



ท่านเล่นเหมาเวทีตั้งแต่เย็นจนฟ้ามืด  เท่านั้นไม่พอยังให้เจ้าหน้าที่ไปยกเก้าอี้มา  กะว่าจะนั่งรากงอก



พูดดีๆนะ ข้อมูลไม่ถูกต้อง  เจอป้านิดเล่นแน่

บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:09:25 AM »

ยิ้มเท่ห์มีคนบอกให้เขียนสรุปการไปแก่งกระจาน...ผมเลยสรุปให้  .เอาไปใช้ได้เลยนะครับ.. ยิ้มกว้างๆ


                    วัน " เยื่ยมถึงเขื่อนเยือนถึงป่า " ตามล่าเถาวัลย์ตัวร้ายเมื่อวันที่ 13-14 พย. .53 นำโดยกลุ่มอนุรักษ์ป่าเพชรบุรีผ่านพ้นไปแล้ว

แต่ใช่ว่าจำเลยของเรื่องราวคือเถาวัลย์จะพ้นจากข้อกล่าวหาได้   เพียงแต่ การไปครั้งนี้ของกลุ่มอนุรักษ์ป่าแก่งกระจานเพชรบุรีและเครือข่ายแนวร่วม เสมือนการไปประกันตัวผู้ต้องหาที่ถูกตีตรวนใส่ความออกมาจากที่จองจำเพื่อต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์แห่งป่าของเถาวัลย์ผู้น่าสงสาร

                   ก่อนอื่นขอเล่าบรรยากาศในวันนั้นให้ฟัง เริ่มต้นจากในช่วงเช้าของวันที่ 13 พ.ย. กลุ่มเครือข่ายคัดค้านการตัดเถาวัลย์เริ่มทยอยกันเดินทางมาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  หลังจากชำระเงินค่าผ่านเข้าอุทยานฯโดยไม่ได้แสดงตัวแล้ว ก็เริ่มเคลื่อนขบวนจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน เข้าพื้นที่บริเวณแคมป์บ้านกร่างซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 30 กิโลเมตร ผ่านด่านแรกเริ่มเข้าเขตที่เป็นป่าร่มครึ้มช่วงแรกๆทางด้านซ้ายมือจะเห็นกลุ่มป่าเถาวัลย์ปกคลุมต้นไม้ขนาดกลางและขนาดใหญ่ เถาวัลย์กำลังออกดอกสีเหลืองประปรายไปทั่วบริเวณ ใครคนหนึ่งพูดขึ้นถึงความสวยงามของดอกเถาวัลย์และป่าครึ้มที่มีเถาวัลย์พันเกี่ยว มันช่างให้อารมณ์แห่งป่าเสียนี่กระไร   เมื่อรถแล่นเลยขึ้นไปอีกประมาณ 4 -5 กม.ซึ่งเป็นจุดบริเวณที่เถาวัลย์ถูกล่าวหาว่าเป็นตัวร้ายทำลายป่านั้น ก็ปรากฏป้ายชี้จุดบริเวณที่อ้างว่า “ เถาวัลย์รุกรานป่า ” มีอยู่ประมาณ 5 ป้าย  เป็นป้ายขนาดใหญ่พอควร อ่านดูก็รู้ว่าเป็นป้ายของทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯชี้จุดบริเวณที่เป็นข่าวว่าเถาวัลย์รุกรานป่า แต่ใครอ่านข้อความในป้ายก็จะต้องเกิดความรู้สึกขึ้นในใจทันที เพราะข้อความในป้ายมันแสดงออกว่าผู้ทำต้องการสื่อให้เห็นว่า เถาวัลย์คือผู้ร้าย

  เช่นข้อความว่า “เส้นทางศึกษาเถาวัลย์.... โครงสร้างป่าธรรมชาติเถาวัลย์รุกรานป่าทำให้ “ป่าถล่ม”   …… …..   “ การรุกรานพื้นที่ป่าของเถาวัลย์ ”  ฯ    คำว่าเถาวัลย์รุกรานป่า ถ้าอ่านเผินๆไม่คิดอะไร ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าเจ้าหน้าที่ต้องการจะสื่อว่า “ เถาวัลย์ คือ ผู้ที่รุกรานพื้นที่ป่า.” ..และพยายามสื่อให้เห็นว่า เถาวัลย์นั้น  ไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ป่า แต่เข้ามาอยู่โดยป่าไม่ได้ต้อนรับยินดีให้อยู่  เลยต้องอยู่แบบผู้รุกรานพืชชนิดอื่นหรืออาจเข้าเลยเถิดไปเลยว่า เถาวัลย์มาจากที่อื่นที่มิได้มาจากป่า

                      แต่ในความรู้สึกของคนเที่ยวป่า  ของนักอนุรักษ์ ฯและแม้แต่วิญญูชนที่มีวิจารณญานในการรับสื่อสักนิด  ก็จะรู้สึกได้ทันทีว่า  ทางอุทยานฯต้องการสื่อให้เห็นว่าเถาวัลย์คือปัญหาของป่า   นี่มันอะไรกัน เถาวัลย์ไม่ใช่พืชพรรณแห่งป่า เถาวัลย์มิได้เป็นส่วนหนึ่งของป่าหรือไร เถาวัลย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ขึ้นในป่าหรือไร    ธรรมชาติของเถาวัลย์ ชื่อมันก็บอกแล้วว่าเป็นไม้เถา ที่วัลย์ แปลว่าพันเกี่ยว  เถาวัลย์ควรจะพันเกี่ยวต้นไม้ หรือควรจะขึ้นด้วยตนเองโดดๆ  การที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้เขียนสื่อข้อความในป้ายเช่นนี้สะท้อนวิธีคิดของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ถือได้ว่า “ มีปัญหา ”  มากกว่าเถาวัลย์เสียอีก

                    หลังจากที่ขบวนไปถึงบริเวณแคมป์บ้านกร่างในช่วงเที่ยงๆแล้ว กลุ่มเครือข่ายก็ช่วยกันนำป้ายกระดาษที่เขียนด้วยลายมือ และที่เป็นตัวพิมพ์ ไปวางและขึ้นติดแขวนบนต้นไม้ โดยบางป้ายมีภาพเขียนโดยกลุ่มศิลปินอนุรักษ์ธรรมชาติประกอบข้อความ สื่อความหมายต่างๆเนื้อหาส่วนใหญ่ก็คือการคัดค้านการตัดสางเถาวัลย์   นำไปวางไว้เรียงกันบริเวณริมถนนใกล้ลานกางเต้นท์บริเวณแคมป์บ้านกร่าง  ช่วงนั้นมีเจ้าหน้าที่พยายามมาเจรจาขอให้เก็บป้ายแสดงการคัดค้านเหล่านั้น แต่ทางกลุ่มเครือข่ายฯเห็นว่า เป็นการแสดงออกตามสิทธิ์ไม่ได้ผิดอะไร และที่ทำกันอยู่นั้นก็เพื่อปกป้องป่าเป็นการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนเจ้าของประเทศที่ทางการควรจะชื่นชมยินดีด้วยซ้ำ  ส่วนมุมมองของเจ้าหน้าที่อุทยานฯก็มองว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการรบกวนการใช้พื้นที่อุทยานเพื่อการท่องเที่ยงของบุคคลอื่น และเป็นการผิดระเบียบกฎหมายของอุทยานฯ  ระหว่างนั้นต่างฝ่ายต่างก็ยืนยันเหตุผลของตน  

                  ขณะเดียวกันกลุ่มเครือข่ายฯได้ร่วมกับนักวิชาการและสื่อสารมวลชนเข้าไปดูพื้นที่ที่มีการตัดสางเถาวัลย์ ซึ่งอยู่บริเวณก่อนถึงแคมป์บ้านกร่างประมาณ 3 กม.  คณะสื่อมวลชนโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์กับกลุ่มเครือข่ายฯเดินเข้าไปสำรวจเพื่อหาข้อเท็จจริง พบว่าบริเวณดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 1-3 ไร่ มีการตัดสางเถาวัลย์ออกคงเหลือแต่ต้นไม้ที่เถาวัลย์เคยอาศัยเกาะเกี่ยว  บริเวณดังกล่าวพื้นล่างจะโล่งเตียน  บางแห่งเกิดช่องว่างแดดส่องถึง  เถาวัลย์ถูกตัดออก มีการเขียนชื่อเถาวัลย์บางชนิดเอาไว้ให้ทราบชนิด ประเภท  นักวิชาการที่ทางกลุ่มเครือข่ายเชิญมา คือ ดร.จันทร์เพ็ญ วงษ์ศรีเผือก จากมหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.วิรง จันทร   ได้อธิบายถึงประเภทและประโยชน์ของเถาวัลย์แต่ละชนิดให้สื่อมวลชนฟัง นักวิชาการหยิบเถาวัลย์แต่ละชนิดขึ้นมาชี้ว่าบางชนิดเป็นอาหารของชะนี  บางชนิดเป็นอาหารของช้าง ของสัตว์ป่า  บริเวณที่ร่มครึ้มเป็นที่อาศัยหลบภัยของสัตว์ป่า  ส่วนที่ว่าเถาวัลย์ทำให้ป่าถล่มนั้น ยังไม่มีข้อพิสูจน์เลยว่า ไม้ใหญ่เหล่านั้นที่ถูกปกคลุมและต้องตายไปนั้นจากสาเหตุใดแน่  อาจจะเป็นเพราะโรคและแมลง หรือเพราะสาเหตุอื่น  หรือหากจะแป็นเพราะเหตุเถาวัลย์ ก็ใช่ว่าจะสรุปเอาได้ทันทีว่า จะคงสภาพเช่นนี้ตลอดไป ต้องบอกก่อนว่า ดร.จันทร์เพ็ญ นั้น คือผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรง เพราะกำลังทำโครงงานวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างเถาวัลย์กับชะนี ที่เขาใหญ่  ได้ศึกษาวิจัยพบว่าชะนีกินผลเถาวัลย์และเป็นตัวช่วยแพร่กระจายพันธุ์เถาวัลย์ สัตว์หลายชนิดก็มีแหล่งหากินและช่วยแพร่กระจายเถาวัลย์ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของตนแบบเดียวกับชะนี

                 ช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น คณะสำรวจเดินทางกลับมาพักแรมที่แคมป์บ้านกร่าง  พอมาถึงเหตุการณ์เริ่มตึงเครียดเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้ามาเชิญกลุ่มที่ออกไปสำรวจพบที่ห้องที่ทำการเพื่อขอให้กลุ่มคัดค้านฯและเครือข่าย นำแผ่นข้อความออก โดยอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบ มีการโต้แย้งกันพอควร  ว่า การวางแผ่นป้ายแสดงความเห็นคัดค้านมิได้เป็นการรบกวนผู้ใดและมิได้ติดตรึงถาวร ที่อ้างว่าผิดระเบียบกฎหมายนั้นคือข้อไหน อย่างไร ทางอุทยานฯพยายามมองว่าเป็นการเข้ามาประท้วง  ซึ่งรูปแบบการประท้วงกับการแสดงความเห็นคัดค้านเช่นนี้ก็แตกต่างกันในตัวอยู่แล้ว  แต่อย่างไรก็ตามทางคณะคัดค้านเห็นว่า เมื่อได้แสดงทรรศนะด้วยแผ่นป้ายข้อความมาพอสมควรและขณะนั้นเป็นเวลาเย็นแล้ว พอสมควรแก่เวลาที่จะให้ผู้คนที่มาท่องเที่ยงอุทยานฯได้ทราบข้อคิดเห็นคัดค้านต่างๆแล้ว จึงยอมที่จะเก็บแผ่นป้าย  และเตรียมทำการเสวนากันต่อในตอนค่ำหลังอาหารเย็น  ทำให้สถานการณ์ขัดแย้งคลี่คลายลง แม้จะได้ยินเสียงบ่นกระปอดกระแปดว่า ยังไม่ได้ขออนุญาตเข้ามาทำการถ่ายทำข่าว ธรรมดาต้องขอกันก่อน ฯลฯ

                  ในช่วงเย็นใกล้ถึงเวลานัดหมายซึ่งคณะเครือข่ายฯได้กำหนดวาระไว้ว่าจะทำการแลกเปลี่ยนความเห็นกันหลังจากที่ได้เดินทางไปสำรวจข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่มีการตัดสางเถาวัลย์แล้ว  ปรากฏว่า นายชาญชัย ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุททยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ขอเวลาคณะเพื่อมาพูดคุยทำความเข้าใจกับกลุ่มคัดค้าน  ซึ่งคณะคัดค้านก็ยินดีให้มีการชี้แจง  เมื่อเริ่มต้นชี้แจงทางหัวหน้าอุทยานฯได้แสดงข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยพยายามอธิบายถึงสภาพป่าปัจจุบันว่าป่าแก่งกระจานมีประมาณ 300,000ไร่ จาก 1.8 ล้านไร่ ที่ได้ถูกเถาวัลย์ปกคลุมป่า โดยเป็นเถาวัลย์หลายชนิด และบางชนิดก็ขึ้นครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 80 % ทำให้ไม้ใหญ่ถูกปกคลุม จนเกิด “ป่าถล่ม”  ซึ่งบริเวณดังกล่าวสะสมเชื้อปริมาณเชื้อเพลิงอย่างมาก  หากในฤดูแล้งมีไฟเข้ามาจะทำให้ป่าพินาศไปหมด ในฐานะที่เขาเป็นคนรักษาป่า มีหน้าที่ต้องจัดการ เขาจึงได้เสนอให้ทางกรมฯเข้ามาช่วยแก้ไข และได้มีการส่งทีมงานวิจัยโดยนักวิชาการด้านกีฏวิทยาและป่าไม้เข้ามาทำการทดลองวิจัยโดยมีการตัดสางเถาวัลย์ออก กำหนดแปลงตัดทดลองเปรียบเทียบ 2 -3 แปลงว่าไม้ใหญ่ที่ถูกเถาวัลย์คลุม กับไม้ที่มีการตัดสางเถาวัลย์ช่วย  อันไหนจะเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน  เพื่อหาข้อสรุปส่งให้ทางกรมอุทยานฯพิจารณาใน 6 เดือน  
 
              ในช่วงที่มีการชี้แจงของหัวหน้าอุทยาน ได้มีการโต้แย้งโดยคณะฝ่ายคัดค้านทั้งเนื้อหาที่หัวหน้าอุทยานฯกล่าวและเกี่ยวกับรูปแบบการชี้แจง ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว จึงอยากให้มีการรับฟังข้อมูล ฟังข้อสังเกตุและตอบข้อซักถามของฝ่ายคณะคัดค้านด้วย  สื่อมวลชนจึงเสนอให้จัดเป็นเวทีเสวนาโดยให้แต่ละฝ่ายส่งตัวแทนมาพูดคุยผ่านสื่อต่อหน้าประชาชนและคณะผู้คัดค้าน   ในที่สุดจึงมีการจัดวงเสวนาขึ้น   ซึ่งทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้นำนักวิจัยที่รับผิดชอบโครงงานวิจัยเข้ามาร่วมเสวนาด้วย  

            เมื่อการเสวนาเริ่มต้น ทางหัวหน้าอุทยานฯเป็นผู้เปิดประเด็นแรกเกี่ยวกับเหตุที่มีการตัดสางเถาวัลย์ โดยกล่าวทำนองเดิม และเพิ่มเติมยืนยันว่าการตัดสางป่าเถาวัลย์ยังมิได้ดำเนินการ เพียงแต่ได้กระทำในแปลงทดลองเปรียบเทียบเท่านั้น และยังไม่มีโครงการตัดเถาวัลย์สามแสนไร่แต่อย่างใด  ช่วงนี้มีการให้นักวิชาการในทีมวิจัยของทางอุทยานฯเข้ามาชี้แจงเรื่องโครงการฯและยืนยันว่าได้งบประมาณเพียง 700,000 บาท เพื่อทำการวิจัยและจะส่งผลให้กรมอุทยานฯในอีก 6 เดือน   ทางฝ่ายผู้คัดค้านจึงได้ตั้งคำถามต่างๆ ตั้งแต่คำถามว่า คำว่า “ ป่าถล่ม” มันมีความหมายอย่างไร  ในทางวิชาการไม่มี  ก็ได้รับคำอธิบายจากหัวหน้าอุทยานฯว่าป่าถล่ม คือคำชาวบ้านซึ่งเรียกปรากฎการณ์นี้จากสิ่งที่เกิดขึ้น คือ เถาวัลย์ขึ้นคลุมถึงเรือนยอดของไม้ใหญ่ ทำให้ไม้ใหญ่สังเคราะห์แสงไม่ได้ เกิดเอนล้มเพราะทานน้ำหนักไม่ไหว จนผุและโค่นล้มลงเป็นที่เปิดโล่งบริเวณกว้าง   แต่ก็ถูกโต้แย้งโดยนักวิชาการฝ่ายคัดค้านว่า  การโค่นลงดังกล่าวเป็นการปรับตัวตามธรรมชาติ  ซึ่งใช่ว่าจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ตลอดไป ป่ามีการฟื้นตัวปรับสภาพโดยตลอด ทำไมจึงมองแต่ด้านเสีย อาจเป็นด้านดีก็ได้ เพราะเวลาเพียงสั้นๆไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเถาวัลย์จะคลุมป่าได้ทั้งหมด  หากทอดเวลาให้นานไป ผลอาจจะเป็นไปในทางตรงข้ามว่าเถาวัลย์คือผู้สร้างความสมบูรณ์ให้ป่าแทนที่จะทำลายป่า   ในอเมริกาใต้ ได้ใช้เวลานานถึง 40 ปี  กว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเถาวัลย์สร้างป่าขึ้นมาใหม่ได้ดีและสมบูรณ์แบบ  คณะคัดค้านจึงอยากให้ฝ่ายวิจัยอย่ากำหนดเวลาเพียง 6 เดือน แล้วเอาผลการวิจัยซึ่งมีแนวโน้มไปว่าเถาวัลย์ทำให้ป่าเสียหายมาเป็นตัวกำหนดนโยบาย เพราะหากผิดพลาดขึ้นมาแล้ว นโยบายรัฐที่ออกมาจะทำความเสียหายให้กับป่าอย่างยากเยียวยา เพราะป่าไม้ประเทศเราเหลือเพียง 5 % ของพื้นที่แล้ว  จึงควรศึกษาให้ชัดเจน  การล้มลงของไม้ใหญ่ อาจมีสาเหตุจากโรค แมลง  หรือมีเหตุอื่นๆ หรือเป็นเพียงปรากฎการณ์ปรับตัวตามธรรมดา ของป่า ส่วนที่ฝ่ายอุทยานฯอ้างว่าช้างและสัตว์ป่า ไม่เข้ามาในบริเวณป่าแก่งกระจาน เคลื่อนไปอยู่ทางด้านชายแดนพม่านั้น  อาจมีผลมาจากปรากฎการณ์โลกร้อน ที่ทำให้ป่าแก่งกระจานแล้งจนสัตว์อพยพไป และอาจจะเป็นกรณีอพยพชั่วคราวก็ได้อย่าไปด่วนสรุป  ทางอุทยานฯพยายามชี้แจงว่าสภาพเถาวัลย์ปกคลุมเป็นสภาพที่เขาห่วงใยว่าจะเกิดขึ้นทั่วไปในป่าแก่งกระจานจนทำให้ป่าไม้ใหญ่หมดไป แต่ฝ่ายคัดค้านไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้นจึงเสนอขอเข้าร่วมไปดูว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่   ทางฝ่ายอุทยานฯตอบรับว่ายินดีที่จะให้ภาคประชาชนเข้าร่วมโดยจะพาไปดูเพื่อช่วยกันหาทางแก้ไขหากเกิดเป็นเช่นนั้นจริง  ซึ่งบางทีทางแก้ไข อาจทำได้เพียงแต่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็ได้โดยไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง ซึ่งอาจเป็นผลดีกว่า  ประเด็นหลักอีกอย่างคือการที่มีการให้ข่าวต่อสาธารณะราวกับเถาวัลย์คือปัญหาของป่าและเป็นตัวร้ายที่เข้ามารุกราน โดยหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทำการลงข่าวคลาดเคลื่อนจากการให้ข่าวของทางการ ซึ่งเรื่องนี้หัวหน้าอุทยานฯปฎิเสธ แต่ก็ถูกทางฝ่ายคัดค้านโต้ว่า ป้ายที่เขียนบอกข้อความก็แสดงให้เห็น  ทั้งยังมีการเอาบทความที่ออกโดยสื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่มาจัดทำนิทรรศน์การบริเวณที่ทำการแคมป์บ้านกร่าง ซึ่งเห็นว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะข้อมูลที่บิดเบือนกล่าวให้ร้ายเถาวัลย์ว่ารุกรานป่า ทำให้งูเลื้อยไปกินไข่นกเงือก ทำให้จระเข้แม่น้ำเพชรไม่มาวางไข่ ทำให้ช้างที่เข้ามาติดเถาวัลย์จนออกไปไม่ได้ต้องอดอาหารล้มตาย  ซึ่งเป็นเรื่องน่าขำ ชวนสมเพชว่า คิดกันแบบนี้ได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ผิดข้อเท็จจริง จึงอยากให้ทางอุทยานฯเอาป้ายและนิเทรรศน์การเหล่านี้ออกไป  ซึ่งทางอุทยานฯก็รับว่าจะดำเนินการ

                      การเสวนาจบลงด้วยดี  โดยมีสัญญาประชาคมว่าจะยินดีให้กลุ่มผู้คัดค้านและเครือข่าย ส่งทีมนักวิชาการเข้าร่วมสำรวจ และจะยินดีให้ภาคประชาชนเข้ามาตรวจสอบการดำเนินการได้ทุก 1 เดือน 3 เดือนตามต้องการเพราะถือว่านี่คือเสียงของประชาชนผู้รักและห่วงใยป่า

                  แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือทัศนคติของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของกรมอุทยานฯ และหัวหน้าผู้รับผิดชอบ  ซึ่งไม่ควรมีความเชื่อไปในทางที่ว่าเถาวัลย์คือผู้รุกรานทั้งๆที่ผลงานวิจัยยังไม่ออกมา และนักวิชาการที่เข้าไปวิจัยก็ไม่ควรตั้งสมมุติฐานเพื่อพิสูจน์เพียงว่าเถาวัลย์คือสาเหตุที่ทำให้ไม้ใหญ่ล้มหรือไม่ หรือการพยายามหาข้อสรุปว่าบริเวณที่ได้ตัดสางเถาวัลย์ไปแล้วเมื่อเทียบกับบริเวณที่ยังไม่ตัดสาง บริเวณไหนจะทำให้ไม้ใหญ่เติบโตได้ดีกว่ากัน เพราะนั่น เท่ากับเป็นการหาข้อพิสูจน์กันเพียงว่า แค่ “อะไรทำให้บ่อน้ำบ่อหนึ่งมีน้ำเต็ม”  แทนที่จะพยายามพิสูจน์กันให้ถ้วนทั่วว่า ทะเลสาบทั้งหมดได้น้ำมาจากตรงไหนบ้าง “

                       วิธีคิดที่มองป่าว่าควรจะมีแต่ไม้ใหญ่ ไม้มีค่า เช่น ไม้มะค่า พยูง สัก ฯ  ควรมีแต่ต้นไม้ที่ให้ผลแก่สัตว์บางชนิดกินได้ เช่นนกเงือก ช้าง ชะนี ลิง เก้งกวาง  โดยลืมคิดไปว่ายังมีกระรอกกระแต มีบ่าง  มีงูนานาชนิด  มีนกป่า นกน้ำ ที่อาศัยไม้ชนิดอื่นๆรวมทั้งเถาวัลย์เป็นแหล่งหาอาหาร  คุณตัดเถาวัลย์ออกไปจากความเป็นป่าได้อย่างไรกัน เพราะป่าที่สมบูรณ์ควรจะมีเถาวัลย์ขึ้นเต็มรกครึ้ม  ป่าฟื้นตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ มนุษย์ควรมีหน้าที่ดูแลไม่ให้มนุษย์เอง เอาป่าไปใช้ประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงผู้ร่วมโลกสายพันธุ์อื่น ปัญหาของป่าเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ต่างหากที่เข้าไปจัดการแทรกแซง กำหนดกะเกณฑ์เอาเองว่า ต้นไม้ชนิดนี้ขาดแคลน ชนิดนี้มากไป ชนิดนี้รุกราน ชนิดนี้ควรมีชีวิตอยู่ ชนิดนี้ต้องตาย   มนุษย์ต่างหากที่นำเอางบประมาณไปย่ำยีทำลายป่าเสียจนป่าทุกแห่งกลายเป็นบ้านของมนุษย์จนหมดสิ้น
  
                      ถ้าเราต้องการให้ป่าแห่งนี้คงความเป็นป่าอยู่ โดยมีความหลากหลายทางชีวภาพ  เราก็ไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่แต่ในกรอบความคิดที่นักวนศาสตร์รุ่นเก่าเคยคิด    ว่า เราคือผู้พิทักษ์ป่า ต้องเข้ามาจัดการป่า   เราควรมีทัศนคติอย่างนักชีววิทยาสิ่งแวดล้อม ที่มองว่า ป่าคือถิ่นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ   เมื่อฟังนักวิจัยของทางอุทยานฯพูดแล้วก็ยังรู้สึกขัด ทำไมป่าจึงมีได้แค่ “ ป่าดิบชื้น ดิบแล้ง ดิบเขา ป่าทุ่งหญ้า ป่าโคก ป่าพรุ ป่าชุ่มน้ำ ”  นอกนั้นถือว่าไม่ใช่นอกตำรา     ทำไมเราไม่มองว่า ถ้าทางวิชาการจะมีป่าประเภทเถาวัลย์ซักอีกประเภทเข้ารวมในประเภทของป่าด้วย มันจะไม่ยิ่งทำให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีของดีที่น่าเข้ามาศึกษาเที่ยวชมและสงวนรักษาไว้ดอกหรือ     วิธีคิดและการมองปัญหาของนักวิชาการ จึงควรเปิดมุมมองตนเองให้กว้างขวางกว่านี้  หัวหน้าอุทยานฯ ไม่ใช่แค่นักวนศาสตร์ที่เรียนจบคณะวนศาสตร์ และรู้วิธีทำและจัดการแต่ป่าไม้ รู้แต่วิธีหาเงินเข้าอุทยานฯเพื่อการท่องเที่ยว สันทนาการ  แต่กลับขาดความรู้ความเข้าใจกับคำว่า “ ความหลากหลายทางชีวภาพ”  และวิธีการจัดการเพื่อให้ทุกชีวิตในป่าดำรงอยู่ต่อไป    พนักงานลูกจ้าง คนงานของอุทยานฯ ไม่ควรคิดว่าตนเองคือเจ้าของป่า มีอำนาจตามกฎหมายที่ทำอะไรกับป่าก็ได้  ควรมองว่าตนเองคือผู้ที่ประชาชนเจ้าของป่ามอบหมายให้มารักษาธรรมชาติ  รักษาป่า  ซึ่งประกอบไปด้วยสัตว์ป่าและพรรณพืช  ซึ่งมิใช่แค่รักษาไม้มะค่า ตะเคียน ไม้สักไม้พยุงราคาแพงเท่านั้น  แต่คุณต้องรักษาต้นกระถิน ต้นงิ้ว รวมไปถึงเถาวัลย์อย่างหนามคนฑาด้วย

                   ก็หวังเป็นอย่างยิ่ง ทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุกแห่งในประเทศ จะปรับทัศนคติของตนเองให้เหมาะสมและถูกต้องกับความเป็นจริงของยุคสมัย  ว่าองค์ความรู้เกี่ยวกับโลกและป่า ตลอดจนความเข้าใจของผู้คนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาตินั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว จึงอย่าได้ยึดติดผูกขาดความเป็นเจ้าของและควรมีจิตใจเปิดรับความเห็น รับความรู้และข้อมูลอื่นๆให้มากและอย่างจริงใจ เพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งมวล    หากท่านไม่ได้ยึดผลประโยชน์ตนเองหรือผลประโยชน์โดยประการอื่นเป็นสำคัญแล้ว จิตใจรักษ์ธรรมชาติ ของท่านก็ไม่ต่างจากเรา จึงควรมาร่วมมือกันทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อป่าทั้งผืน ไม่เพียงป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเท่านั้น ยังรวมถึงป่าทุกผืนที่มีในประเทศนี้รวมถึงที่มีโลกนี้ด้วย  และขอให้ท่าน “จงมองป่าให้เห็นป่า ...มิใช่มองป่าเห็นเพียงต้นไม้ ”   มองคุณค่าของพืชพรรณไม้ต่างๆรวมทั้งเถาวัลย์มิใช่มองเพียงราคาค่างวดของต้นไม้ใหญ่ มิใช่มองสั้นเพียงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้พรุ่งนี้ แต่ต้องมองความคลี่คลายและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอีก 40 ปีข้างหน้า  เพราะสิ่งที่ท่านบอกว่าเป็นโทษมหันต์อย่างเถาวัลย์ในวันนี้นั้น แท้จริงแล้วมันมีคุณอนันต์ต่อป่าอย่างไม่ต้องสงสัย   ผลวิจัยทางวิชาการในต่างประเทศล้วนมีให้เห็นเป็นรูปธรรมอยู่มากมาย ขอเพียงท่านอย่าจำกัดตัวเองจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วซึ่งเขาใช้เวลา 40 ปี กว่าจะได้ข้อสรุป           ดังนั้น เวลาเพียง 6 เดือน ของทีมวิจัยน่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มของการหาองค์ความรู้ที่เป็นของเราเองเท่านั้น อย่าได้นำมาเป็นผลในการกำหนดเพื่อเสนอนโยบายอะไรอื่น  เราเชื่อว่าเถาวัลย์จะพิสูจน์ตัวเองว่าบริสุทธิ์ได้ หากท่านได้ฟังความโดยรอบด้าน ไม่ไปหลงเชื่อพยานเท็จเท็จที่ปั้นเรื่องปั้นราวขึ้นมาพียงปากเดียว    
    

บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:10:14 AM »



อย่างว่าละครับเหมาเวทีคนเดียวจนค่ำ  ราวกับว่าผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมลูกบ้าน



รอฟังจนตะวันตกดินก็ไม่ยอมหยุด  ต้องอันเชิญให้หยุดโดยบอกว่าเวทีนี้เราต้องการแลกเปลี่ยน

ข้อมูล  เรามีกำหนดการของเรา  เรามีนักวิชาการภาคประชาชนมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเถาวัลย์โดยตรง

ท่านหัวหน้าอุทฯขอพูด  ต้องใช้เวลาพอสมควร ห้ามเหมาทั้งคืน  ถึงยอดหยุดดดดดดดดดดดดดดด

พลันมีเสียงเหน่อๆจากเสื้อเขียวคุณป้าจากประจวบฯ  "  นั่งเก้าอี้ได้ไง  ลงมานั่งพื้นหญ้าเหมือนๆกันซิ"







ตากล้องยังหน่ายเลย
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:10:39 AM »



ต้องเบรคกันตัวโก่งกว่าจะยอมหยุดเหมาเวที  

ทางไทยพีบีเอสจึงเสนอให้ใช้วิธีแลกเปลี่ยนโดยส่งตัวแทนและนักวิชาการทั้งสองฝ่าย

และถ่ายทำโดยมีผู้ดำเนินรายการ




โดยทางฝ่ายคัดค้านการตัดสางเถาวัลย์จากซ้ายมือประกอบด้วยลูงสินปราชญ์ชาวบ้าน

ดร.จันทรเพ็ญ ดร.วิรงต์ นักวิชาการด้านเถาวัลย์ภาคประชาชน ต่อด้วยป้านิด ลุงทอม

น้องผู้ดำเนินรายการคนสวย  สำหรับฝ่ายอยากตัดเถาวัลย์เริ่มจากหัวหน้าอุทฯ และ

นักวิชาการด้านแมลงสองท่าน



แม้กระทั่งมีผู้ดำเนินรายการก็ตามท่านหัวหน้าอุทฯก็ไม่วายระร่ำระลัก  รน ที่จะพยายาม

ให้ข้อมูลตามความเห็นของท่าน  ราวกับจะเหมาทั้งรายการ



ขวาสุดนักวิชาการด้านแมลงของอุทยานฯ  พูดเสียงเบามากจนหมื่นศรี นั่งหลับ



ดูสีหน้าและสายตาผู้ดำเนินรายการ  หน่าย....แค่ไหน

บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:11:23 AM »



แล้วดร.เถาวัลย์ก็ได้โอกาสเสนอความเห็น(ลองย้อนกลับไปดูการสรุปความเห็นของลุงคลำซีก่อนหน้านี้อีกทีนะครับ)

เป็นที่น่าเสียดาย  แบ็ตฯในการถ่ายทำใกล้หมด  ต้องรีบสรุป



มิพักต้องเสียเวลา  หลังจบการถ่ายทำ  ป้านิดก็ล่อ  ซะ จนหัวหน้าอุทฯต้องเรียกให้เจ๊..ใจเย็น

ต่อด้วยป้าตา  ระดมคำถามเด็ดๆจนหัวหน้าอุทฯตอบไม่ทัน



ป้าตา.         คุณให้สัมภาษณ์ข้อมูลเท็จกับ นสพ.ได้อย่างไร

หัวหน้าฯ       ผมไม่ได้ให้สัมภาษณ์

ป้าตา          นสพ. ลงว่าคุณให้สัมภาษณ์

หัวหน้าฯ       ผมไม่ได้อ่าน นสพ.

ป้าตา          คุณเป็นหัวหน้า  คุณไม่คิดแก้ข่าวที่คุณบอกว่า นสพ. ลงข่าวเองเลยหรือ

หัวหน้าฯ      ผมไม่ได้อ่านนสพ.

                                 เอาเข้าไป..........

(โปรดสังเกตุ  มาดเข้ม  สองสาวนักสู้เมืองเพชรและนักสู้แห่งบ้านตุลาไทย  เฉียบจริงๆ  )
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 03:13:02 AM »



รายการหน่ายซะหน้าย่นเลย  ชิมิ  ลุงตอมปัวส์  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ ชมภาพป่าเขาลำเนาไพร ดุลยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
หน้า: 1 [2] 3 4   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2011, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!