บ้านดวงจันทน์ 2
ธันวาคม 10, 2018, 05:02:02 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หนังสือดีที่น่าอ่าน  (อ่าน 15423 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 6 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2011, 10:33:25 PM »

หลายวันมาแล้ว ได้รับหนังสือของท่าน ปใอ.ปยุตฺโต
ชื่อเรื่อง กาลานุกรม
เป้นหนังสือประวัติพระพุทธศาสนา ที่น่าอ่านเล่มหนึ่ง
ปกแข็ง เนื้อในกระดาษอาร์ตพิมพ์ 4 สี
ใครได้พบก็ลองหยิบอ่านดูนะค่ะ
บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2011, 09:49:15 AM »

ในหนังสือ กาลานุกรมเล่นที่กล่าวไปเมื่อวันก่อนนั้น
มี คำกล่าวของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ที่น่าเก็บมาพิจารณา
ขออนุญาตนำมาลงไว้ในที่นี้ ให้เพื่อน ๆได้อ่านกันเล็กน้อย


 " หนังสือนี้ เป็นเรื่องของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีทั้งการสร้างสรรค์และการทำลาย
โดยมีภาวะจิตใจและภูมิปัญญาของมนุษย์แฝงหรือซ่อนอยู่เบื้องหลัง
รวมแล้วในด้านหนึ่งก็เป้นประวัติศาตร์ของพระพุทธศาสนา และอีกด้านหนึ่งมองโดยรวม ก็คือ
อารยธรรมของมนุษย์ ถ้ารู้จักศึกษา ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์มาก ทั้งในแง่เป็นความรู้ข้อมูล เป็นบทเรียน
และเป็นเครื่องปรุงของความคิดในการสร้างสรรค์ พัฒนาอารยธรรมกันต่อไป

เป็นธรรมดาของผู้อ่านหรือดูเหตุการณ์ ซึ่งจะเกิดมีทั้งความรู้และความรู้สึก
ในด้านความรู้ ก็ต้องพูดว่า ความรู้ก็คือความรู้
ความจริง ก็คือความจริง เมื่อเกิดมีขึ้นแล้ว ก็ต้องให้รู้ไว้
ส่วนในด้านความรู้สึก จะต้องปรับวางให้ถูกต้อง
อย่างน้อย ไม่ตกเป็นทาสของความรู้สึก เช่น ความโกรธแค้นชิงชัง
แต่พึงตั้งความรู้สึกนั้นไว้ในทางที่จะแต่งสรรเจตจำนงให้มุ่งไปในทางแห่งเมตตาและกรุณา
เพื่อว่าปัญญาจะได้นำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์
โดยเฉพาะในการที่จะนำอารยธรรมของมนุษย์ ไปสู่สันติสุขให้จงได้ "

บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2011, 03:16:36 PM »

เรื่องสั้น ๆ เรื่องนี้ อาจสะดุดใจใครบางคนก็ได้นะ

•   ไม่นาน มานี้ ขณะนั่งแท็กซี่ผ่านกลางเมือง ผมเห็นรถเก๋งคันหนึ่งจอดตายกลางถนน
มันคงเป็นกรณีรถเสียธรรมดาหากมิใช่เพราะเห็นคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างคนหนึ่ง
กำลังช่วยเจ้าของรถกรอกน้ำมันจากปี๊บใส่ถัง

เห็นชัดว่ารถคันนั้นน้ำมันหมดเกลี้ยงจนตายกลางถนน
และคนขับต้องจ้างเด็กมอเตอร์ไซค์ไปซื้อน้ำมันมาเติม!

คนขับแท็กซี่บ่นว่า “มันขับรถภาษาอะไรวะ ปล่อยให้น้ำมันหมดเกลี้ยงขนาดนี้!”

เขาอธิบายว่า เกจ์น้ำมันในรถยนต์ทุกคันมีสัญญาณไฟแดงเตือนล่วงหน้านานพอให้ขับต่อไปได้อีก หลายสิบกิโลเมตร
ดังนั้นต่อให้อยู่ห่างไกลจากปั๊มน้ำมันแค่ไหน ถ้าเริ่มไปหาน้ำมันเติมตั้งแต่เห็นสัญญาณเตือน ก็ทันถมไป

กรณีนี้จึงเป็นเรื่องไม่น่าเชื่ออย่างยิ่งที่เจ้าของรถปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นปัญหา!

การหาน้ำมันมาเติมรถใจกลางเมืองไม่ใช่เรื่องยาก
ทว่าในชีวิตของเรายังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการจ้างเด็ก มอเตอร์ไซค์ไปหาน้ำมันมาเติมให้

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ปัญหาจำนวนมากเกิดขึ้นมาจากปัญหาเล็กน้อย ระดับ ‘จิ๊บๆ’
แต่คนบางคนสามารถปล่อยปละละเลยมันจนบานปลายเป็นปัญหาใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อ

บางคนมีหนี้สินเพียงเล็กน้อยก็ปล่อยให้ดอกเบี้ยพอกพูน จนในที่สุดก็หมดตัว

สวิตช์ไฟหลุดหลวม ก็ทิ้งไว้ไม่ทำอะไร กว่าจะรู้ตัว ไฟก็ไหม้บ้านหมดหลังแล้ว

ลูกค้าโทร.มาร้องเรียนว่าบริการไม่ดี ก็ไม่ทำอะไร กว่าจะรู้ตัว ลูกค้าก็หายหน้าหมดแล้ว

บางคนมีอาการเจ็บปวดที่บางส่วนของร่างกาย เจ็บหน้าอก เจ็บกระดูก ฯลฯ
ก็ปล่อยไปเรื่อยๆ จนเป็นโรคร้ายระยะสุดท้าย

ลูกไม่กลับบ้านก็บอกว่าช่างเถอะ เป็นอิสรภาพของเด็กในสมัยนี้
กว่าจะรู้ตัว ลูกก็กลายเป็นคนติดยาหรือเสียคนไปแล้ว



เราทุกคนมี ‘เกจ์น้ำมัน’ ประจำตัว เกจ์นี้เตือนเราโดยอัตโนมัติ
ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือทางใจ ส่วนจะใช้เกจ์นี้หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เจ้านายเปรยว่าทำงานไม่ดี ก็เป็นเกจ์เตือนว่าอาจถึงเวลาที่เราต้องปรับปรุงตัวเอง
ไม่หาความรู้ทักษะเพิ่มเติมด้วยตนเอง ก็กลับเข้าโรงเรียนใหม่อีกรอบ

คู่สมรสทำตัวห่างเหิน ก็เป็นเกจ์เตือนว่าถึงเวลาปรับปรุงชีวิตสมรส จะไปฮันนีมูนรอบที่สองรอบที่สาม ก็ได้เวลาทำแล้ว

เพื่อนๆ ทักว่าโทรม ก็เป็นเกจ์เตือนว่าได้เวลาลดเส้นรอบเอว เลิกอาหารขยะแล้วออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี

ลูกเริ่มกลับบ้านดึก ก็เป็นเกจ์เตือนว่า อาจต้องให้เวลาอยู่กับลูกมากกว่านี้

ฯลฯ

เกจ์ชีวิตเตือนเราเสมอ ถ้ารู้จักสังเกตและตัดไฟเสียแต่ต้นลม

แต่หากเลือกที่จะละเลย หรือทำเป็นมองไม่เห็นสัญญาณไฟแดงที่กำลังกะพริบอยู่
ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา เมื่อรถยนต์แห่งชีวิตของตนจอดตายกลางถนน
และคนผ่านทางเอ่ยว่า “มันขับรถภาษาอะไรวะ ปล่อยให้น้ำมันหมดเกลี้ยงขนาดนี้!”



วินทร์ เลียววาริณ

www.winbookclub.com

29 มกราคม 2554
บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 08:50:52 AM »

เมื่อวานนี้ พี่ชายที่แสนดี เอาหนังสือ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ มาให้
ปกแข็ง เข้าเล่มไสกาวอย่างดี
เนื้อในพิมพ์ด้วย กระดาษอาร์ต
เป็นหนังสือที่มีคุณค่า ควรแก่การเก็บรักษา
เป็นคู่้มือเรียนรู้แพทย์แผนไทยเล่มแรก

เป็นหนังสืออีกเล่ม ที่น่ามีไว้เป็นเจ้าของ
พี่บอกว่าได้จากร้านหนังสือเก่า...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 16, 2011, 09:07:12 AM โดย duang » บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2012, 11:04:57 AM »

หลีกลี้ความวุ่นวายสักพัก
มาเจอหนังสือเล่มนี้ พอจะทำให้สงบลงได้
เป็นหนังสือน่าอ่านอีกเล่นหนึ่ง


ดาวน์โหลด E-Book "พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย" ฉบับล่าสุด
โดย พระพรหมคุณาภรณ์
พิมพ์ครั้งที่ ๓๒ /มกราคม ๒๕๕๕ จำนวน ๑,๓๖๐ หน้า
http://www.ebooks.in.th/ebook/614/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2012, 11:07:41 AM โดย duang » บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2012, 10:05:22 AM »



วันนี้ 28 ก.ค. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถึงแก่กรรม ณ กรุงลอนดอน รวมอายุ 83 ปี
หลายคนอาจไม่รู้จัก "ป๋วย อึ๊งภากรณ์" บุคคลสำคัญของไทย

มาทำความรู้จักอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์มากขึ้นได้ที่
ประวัติ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
http://puey-ungphakorn.org/?page_id=64
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 28, 2012, 10:17:21 AM โดย duang » บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2012, 10:16:09 AM »

ขอให้อ่านงานเขียนชิ้นนี้ ที่ได้ชื่อว่ามีความหมายและได้รับการเผยแพร่มากที่สุด

จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน
from Womb to Tomb
โดยป๋วย อึ๊งภากรณ์

เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก
ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก

พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ
แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง

ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ
ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์

ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไป โรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้
และจะได้ รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้
ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวย หรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น

เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย
ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม

บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน
ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก
ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก
และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม
ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน
มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ ๆ
มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม

ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่

ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่น ๆ ที่ไม่แพงนัก
จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก

ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี
กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี
เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก

ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม
สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่าง ๆ
เที่ยวงานวัน งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร

ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม

เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์
หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน

เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ

ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ

เมียผมก็ต้องการโอกาสต่าง ๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว

เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา

เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น
ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ
หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ

เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ
ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้
นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่น ๆ บ้าง

ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตอง ในงานศพให้วุ่นวายไป

นี่แหละคือความหมายของชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน

สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ
ขอความสุขสวัสดีและสันติสุข จงเป็นของท่านทั้งหลาย
และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี

" เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ "

จาก The Quality of Life of a South East Asian : A Chronical of Hope from Womb to Tomb
ตีพิมพ์ในบางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 18 ต.ค. 2516
(หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่กี่วัน)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 28, 2012, 10:17:53 AM โดย duang » บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2012, 10:01:30 AM »

วันหนึ่งความคิดดีๆ จะตายไปพร้อมตัวคุณ ถ้าไร้การแบ่งปัน...

"ยิ่งแบ่งปัน ยิ่งเติบโต"

ครั้งหนึ่งในอเมริกากลาง ทุกๆปีจะมีการประกวดเมล็ดพันธ์ข้าวโพด
หลังจากการประกวดชายผู้ที่ชนะเลิศที่หนึ่งเขาทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือ
ทันที่ที่เขาชนะเขาได้นำเมล็ดพันธ์ที่เพิ่งชนะการประกวดแจกให้กับผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันและกล่าวว่า
" เอาเมล็ดพันธ์นี้ไปปลูกน่ะ แล้วปีหน้าเรามาแข่งกันใหม่ "

ในปีต่อมา เขาก็ชนะการประกวดเมล็ดพันธ์ข้าวโพดอีก เหมือนปีที่ผ่านมา
เขาเดินแจกเมล็ดพันธ์ที่เขาเพิ่งชนะให้กับคนอื่นๆ แล้วบอกว่า " เอาไปปลูกน่ะ แล้วปีหน้าเรามาแข่งกันใหม่ "
ชายผู้นี้ชนะการประกวดเมล็ดพันธ์ข้าวโพดติดต่อกันหกครั้ง และเขาก็แจกเมล็ดพันธ์ที่ชนะให้ผู้แข่งขันคนอื่นๆทุกปี
จนมีนักข่าวถามเขาว่า "ไม่เป็นการง่ายกว่าหรือ ถ้าเขาเก็บเมล็ดพันธ์ที่ดีโดยไม่แบ่งคนอื่น เขาก็จะได้ชนะง่ายๆทุกปี "
เขาตอบว่า " แสดงว่าคุณไม่เข้าใจในการปลูกพืช คุณเคยได้ยินคำว่า การกลายพันธ์ไหม ถ้าไร่ของผมมีเมล็ดพันธ์ที่ดี
บังเอิญไร่ของเพื่อนบ้านมีแต่เมล็ดพันธ์ที่แย่ๆ วันหนึ่ง ลมก็จะพัดเอาเกสรของเมล็ดพันธ์ที่แย่ๆมาตกในไร่ของผม
ทำให้เมล็ดพันธ์ผมแย่ไปด้วย มันไม่เป็นการดีหรอกหรือ ที่ทุกคนมีเมล็ดพันธ์ดีแล้วถึงตอนนั้นมาแข่งกันว่า
ใครขยัน รดนำพรวนดินดีกว่ากัน " มีคำกล่าวว่า "ถ้าคุณมีเมล็ดพันธ์ความคิดที่ดี คุณเก็บไว้กับตัว ไม่แบ่งปันใคร
ถึงวันหนึ่งเมล็ดพันธ์แห่งความคิดนั้น ก็จะตายไปพร้อมคุณ "
(ขอบคุณ www.pattanakit.net)
บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2012, 10:14:09 AM »

มนต์รักอ่าวทองคำ เป็นผลงานนวนิยายของปริทรรศ หุตางกูร นักเขียนที่มีลีลาเสียดสีปัญหาสังคมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  
ถ้าจำไม่ผิด นี่ก็คงเป็นหนังสือเล่มที่ห้าแล้ว ถัดจาก แม่มดบนตึก , โศลกดิจิทัล , ลูกสาวฤๅษี และ กรูกันออกมา  
พอถึงเล่มนี้เขาก็ไม่ลืมที่จะบอกเล่าปัญหาผ่านงานวรรณกรรมในแบบที่ตนถนัด  แต่การดำเนินเรื่องนั้นจริงจังกว่ามาก  
เพราะหยิบยกเอาเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาสร้างเป็นโครงเรื่อง  และเป้าหมายของการเสียดสีนั้นก็ชัดเจนจับต้องได้เสียยิ่งกว่าเรื่องไหน ๆ



มนต์รักอ่าวทองคำ / แพรวสำนักพิมพ์

มนต์รักอ่าวทองคำ เป็นเรื่องราวความรักของปิ๊ก นายก อบต. หนุ่มแห่งตำบลบ้านท้าย กับเพลินดาว
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สาวแห่งบริษัท “แจฟรอน” ผู้ดำเนินธุรกิจขุดเจาะน้ำมันข้ามชาติ  
ฟังแค่นี้อาจดูเป็นเรื่องรักแบบหนุ่มบ้านนอกกับสาวหัวสูง  บวกกับชื่อเรื่องแบบมนต์รัก ๆ แล้ว
ก็รู้สึกว่าเรื่องน่าจะเชยและน้ำเน่าเอาการ  แท้ที่จริงแล้ว มนต์รักอ่าวทองคำกลับเป็นนวนิยาย
ที่มีเนื้อหาเข้มข้นและทันสมัยอย่างมาก  เพราะกำลังพูดถึงปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะเกิดขึ้น  
เมื่อบริษัทแจฟรอนพยายามเข้ามาสร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันบริเวณนอกชายฝั่งอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช  
(ที่ซึ่งคนในท้องถิ่นเรียกขานกันว่า “อ่าวทองคำ” เพราะเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์  
และเป็นแหล่งทำกินของชาวบ้านผู้ยึดอาชีพประมงชายฝั่งมานานหลายชั่วอายุคน)  
การเข้ามาสร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางธรรมชาติและทำลายแหล่งทำกินของคนในท้องถิ่น  
เกิดเป็นการต่อสู้สองขั้วระหว่างกลุ่มคนหัวอนุรักษ์ที่ต้องการปกป้องท้องถิ่นจากความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม  
กับกลุ่มคนหัวก้าวหน้าที่เชื่อมั่นว่าการเข้ามาของบริษัทข้ามชาติจะเป็นการพัฒนาและเพิ่มรายได้ให้แก่คนในชุมชนอย่างล้นหลาม

มนต์รักอ่าวทองคำสะท้อนให้เห็นวิธีการต่าง ๆ มากมายที่บริษัทยักษ์ใหญ่ใช้เพื่อซื้อใจคนให้หันมาสนับสนุนการขุดบ่อน้ำมันของตน  
ไม่ว่าจะเป็นการให้งบสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งโรงเรียน หรือศูนย์ราชการทั้งหลาย การให้ทุนการศึกษา การให้งบสนับสนุนค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ
( ในเรื่องบอกว่าแทบทุกที่เต็มไปด้วยป้ายสนับสนุนจากแจฟรอน ) หรือแม้แต่การซื้อตัวแกนนำฝ่ายต่อต้านด้วยการให้เงิน
และจัดทริปดูงานต่างประเทศเป็นข้อแลกเปลี่ยน  ตรงนี้เองที่ตัวละครเพลินดาว นางเอกของเรื่องได้มีบทบาทโดดเด่นอย่างมาก  
เธอได้แสดงภาพของแจฟรอนในฐานะเศรษฐีใจบุญที่พร้อมสนับสนุนทุกความต้องการของคนท้องถิ่นเพื่อแลกกับการทำประชาพิจารณ์
ให้สร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันได้  ตัวละครเพลินดาวและบริษัทแจฟรอนมีลักษณะนิสัยแบบเดียวกันคือพร้อมทำสิ่งสิ่งเพื่อบรรลุเป้าหมาย  
แม้แต่ความรักที่เธอมีให้นายก ปิ๊ก ก็ล้วนแต่เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น ?

ตัวละครนายกปิ๊ก ก็มีบุคลิกแตกต่างจากผู้นำในอุดมคติแบบที่ควรเป็นพระเอกทั้งหลาย  เพราะไม่ได้เป็นคนเอาถ่านมาตั้งแต่เริ่ม
แต่ต้องจับพลัดจับผลูมาลงสมัครเลือกตั้งแบบไม่เต็มใจ  เขาจึงไม่ใช่คนที่จะต่อสู้เพื่อท้องถิ่นโดยกำเนิด  
มิหนำซ้ำยังเป็นคนที่รี่ไปรับความช่วยเหลือจากแจฟรอน ตอนที่งบประมาณจากรัฐอนุมัติไม่ทันใจอีกด้วย  
แต่พอได้ลงไปสัมผัสคลุกคลีกับชาวบ้านอย่างจริงจัง  นายกปิ๊กก็เริ่มเข้าใจปัญหา  และเริ่มตระหนักว่าในฐานะผู้นำท้องถิ่น  
เขาควรจะทำอะไรได้บ้างเพื่อปกป้องบ้านเกิด  น่าหนักใจแทนนายกปิ๊กนะครับ  เพราะเขาต้องเลือกระหว่างบทบาทที่ถูกต้อง
กับคนรักที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม  ความเข้มข้นตรงนี้เป็นเรื่องที่ผู้อ่านต้องติดตามกันเอาเองแล้วล่ะ

ถึงแม้จะมีพล็อตแบบรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่มนต์รักอ่าวทองคำก็ให้ข้อมูลเกี่ยวกับท้องถิ่นที่เป็นฉากของเรื่องอย่างละเอียด
รวมถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อแท่นขุดเจาะน้ำมันถูกสร้าง  ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้นก็คือภาครัฐที่ไม่ได้ยืนข้างประชาชน
ในท้องถิ่นเลยแม้แต่น้อย  กลับอ้างความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีมากกว่าความเป็นอยู่ของประชาชน  
ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองระดับชาติ  ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และใครต่อใคร  น้ำเสียงของผู้เขียนถ่ายทอดราวกับว่า
คนเหล่านั้นถูกซื้อตัวและหลงกับอำนาจของเงินตรา  จึงยินยอมให้บริษัทข้ามชาติมากระทำชำเราทรัพยากรของประเทศไทย
ได้อย่างหน้าตาเฉยโดยไม่ได้รู้สึกสำนึกผิดแต่อย่างใด

มนต์รักอ่าวทองคำ เป็นนวนิยายไทยอีกเรื่องหนึ่งที่แสดงบทบาทของวรรณกรรมในฐานะสื่อสะท้อนปัญหาสังคม  
หากคุณผู้อ่านรู้สึกคุ้นหูกับชื่อบริษัทแจฟรอนก็อย่าแปลกใจ  เพราะเป็นชื่อที่ถูกบิดไปจากเป้าหมายเสียดสีที่แท้จริง  
สำหรับผมก็คงต้องคิดให้มากขึ้นเมื่อให้ป้ายสนับสนุนจากบริษัทเหล่านี้  ว่าเจตนาที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไร  
และสิ่งที่เขาจะถอนทุนได้มากมายมหาศาลสักแค่ไหน  ที่สำคัญนวนิยายเรื่องนี้ยังกระตุ้นสำนึกรักสิ่งแวดล้อม
ให้เกิดขึ้นในใจผู้อ่านอย่างผมได้ด้วย  ต่อจากนี้ผมก็คงต้องชั่งใจมากขึ้นหากมีใครมาอ้างความเจริญ
เมื่อต้องแลกด้วยการทำลายธรรมชาติ

สำหรับผู้อ่านคนอื่น ๆ ผมรับประกันว่าสิ่งที่ได้อย่างน้อยที่สุดก็คือความสนุกจากการอ่านนวนิยายเรื่องนี้

หนังสือเล่มนี้คงเป็นหนังสือที่น่าอื่านอีกเล่มหนึ่งในยุคนี้...
เป็นยุคก่อน 14 ตุลา คงเป็น.."ความรักของวัลยา"
ตอนนี้ เป็น "ความรักของนายปิ๊ก"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2012, 10:52:06 AM โดย duang » บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2012, 02:52:14 PM »

วันนี้ไปพบจดหมายฉบับนี้ อ่านแล้วประทับใจมาก
ขออนุญาตนำมาแปะไว้ที่ห้องนี้ เพื่อเตือนใจตนเอง...

LETTER FROM A MOTHER TO A DAUGHTER:

"My dear girl, the day you see I’m getting old, I ask you to please be patient,
but most of all, try to understand what I’m going through.

If when we talk, I repeat the same thing a thousand times, don’t interrupt to say:
“You said the same thing a minute ago”... Just listen, please. Try to remember the times
when you were little and I would read the same stor
y night after night until you would fall asleep.

When I don’t want to take a bath, don’t be mad and don’t embarrass me.
Remember when I had to run after you making excuses and trying to get you
to take a shower when you were just a girl?

When you see how ignorant I am when it comes to new technology,
give me the time to learn and don’t look at me that way...
remember, honey, I patiently taught you how to do many things like eating appropriately,
getting dressed, combing your hair and dealing with life’s issues every day...
the day you see I’m getting old, I ask you to please be patient, but most of all,
try to understand what I’m going through.

If I occasionally lose track of what we’re talking about, give me the time to remember,
and if I can’t, don’t be nervous, impatient or arrogant. Just know in your heart that
the most important thing for me is to be with you.

And when my old, tired legs don’t let me move as quickly as before,
give me your hand the same way that I offered mine to you when you first walked.

When those days come, don’t feel sad... just be with me,
and understand me while I get to the end of my life with love.

I’ll cherish and thank you for the gift of time and joy we shared.
With a big smile and the huge love I’ve always had for you,
I just want to say, I love you... my darling daughter."


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 11, 2012, 02:58:00 PM โดย duang » บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Hero Member
*****
กระทู้: 963



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2012, 10:32:01 AM »


สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล MUSA

ข้างล่างนี้คือคำบรรยายของ Dr. Richard Teo เศรษฐีเงินล้านและแพทย์ด้านความงามชื่อดังชาวสิงคโปร์อายุ 40 ปี
ซึ่งพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย
เขาได้มาเล่าประสบการณ์ชีวิตในกับชั้นเรียนของนักศึกษาทันตแพทย์ในวันที่ 19 มกราคม 2012

สวัสดีครับทุกท่าน เสียงผมจะแหบเล็กน้อย ได้โปรดอดทนกับเสียงผมหน่อยแล้วกัน ขอแนะนำตัวเองก่อน
ผมชื่อ Richard เป็นแพทย์ครับ ผมอยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์ในชีวิตข
องผม ต้องขอขอบคุณท่านศาสตราจารย์ที่เชิญผมมาพูดในวันนี้. ผมหวังว่ามันคงจะช่วยให้พวกคุณได้คิดถึงเรื่องอื่นๆ บ้าง
ในเส้นทางของการ train เป็นทันตแพทย์ศัลยกรรมช่องปาก

ตอนผมยังเด็ก ผมเป็นตัวอย่างผลผลิตของสังคมในปัจจุบัน เป็นผลผลิตที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จตามที่สังคมต้องการ
ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ผมมาจากครอบครัวที่ต่ำกว่ามาตรฐาน, ผมถูกพร่ำสอนจากสื่อต่างๆ จากผู้คนรอบๆ ตัวว่า
ความสุขเป็นเรื่องของความสำเร็จ และความสำเร็จที่ว่าก็เป็นเรื่องของความร่ำรวย
ด้วยแนวคิดนี้ ผมจึงต้องต่อสู้ แข่งขัน อยู่เสมอตั้งแต่เป็นเด็ก

ไม่เพียงแต่ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด, ผมต้องประสบความสำเร็จในทุกสนามแข่งขัน
ในทุกกลุ่มที่สังกัด ในถนนทุกสาย ผมต้องได้ถ้วยรางวัล ต้องได้รับชัยชนะทุกๆ อย่าง
ผมเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ จบมาเป็นแพทย์ พวกคุณบางคนอาจจะพอรู้ว่าในบรรดาสาขาต่างๆ นั้น
จักษุวิทยา (Opthalmology) เป็นหนึ่งในสาขาที่แย่งกันเรียนมากที่สุด
ดั้งนั้นผมจึงต้องเรียนจักษุวิทยาให้ได้ และผมก็ได้เรียน
แถมยังได้ทุนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์เพื่อพัฒนาเลเซอร์สำหรับรักษาตาอีกด้วย

ในช่วงที่ผมเรียนอยู่นั้น ผมได้สิทธิบัตร 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์
อีกฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเลเซอร์ แล้วพวกคุณรู้มั้ย, บรรดาความสำเร็จทางวิชาการพวกนี้ไม่ได้นำความร่ำรวยมาให้ผมเลย
ดังนั้นหลังจากหมดพันธะกับทางมหาวิทยาลัยแล้ว ผมบอกกับตัวเองว่า นี่มันนานเกินไปแล้ว
การฝึกฝนทางจักษุวิทยามันใช้เวลานานเกินไป. ผมน่าจะทำเงินได้มากโขในภาคเอกชน.
พวกคุณคงพอรู้ว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องของเวชศาสตร์ความงามบูมมาก แถมยังทำเงินได้มหาศาล
ดังนั้นผมจึงตัดสินใจ พอกันทีกับงานในมหาวิทยาลัย ถึงเวลาต้องไปแล้ว
ผมจึงลาออกจากการ train กลางคันและหันเหไปตั้งคลินิกความงามของตัวเอง

พวกคุณรู้มั้ย น่าขำที่ผู้คนไม่ได้มองหาฮีโร่จากแพทย์ทั่วไป (GP) หรือแพทย์ครอบครัว (family physician)
พวกเขามองหาฮีโร่จากแพทย์ที่มีชื่อเสียงและร่ำรวย พวกเขาจะไม่มีความสุขกับการเสียเงิน 20 เหรียญเพื่อพบแพทย์ทั่วไป
แต่ไม่บ่นสักคำที่จะจ่ายเป็นหมื่น ๆ ดอลล่าร์สำหรับการดูดไขมันหรือเสริมเต้านมหรืออะไร

ก็แล้วแต่ ดูเหมือนไม่มีสมองเอาเลยว่ามั้ยครับ แล้วพวกคุณจะเป็น GP ไปทำไมกัน เป็นแพทย์ความงามดีกว่า
ดังนั้น, แทนที่ผมจะรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ผมตัดสินใจที่จะเป็นผู้ดูแลความงาม คุณเอ๋ย ธุรกิจมันดี ดีจริงๆ
ผ่านไป 1 สัปดาห์ 3 สัปดาห์ 1 เดือน 2 เดือน แล้วก็ 3 เดือน คลินิกผมก็ล้น คนมารับบริการมากมาย
ช่างเป็นธุรกิจที่มหัศจรรย์จริงๆ ผมต้องจ้างแพทย์เพิ่ม จาก 1 คน เป็น 2 คน 3 คน และสุดท้าย 4 คน
ภายในปีแรก ผมทำเงินเป็นล้านๆ นั่นแค่ปีแรกนะ ผมเริ่มลุ่มหลง หมกมุ่นกับมัน
ผมขยายธุรกิจไปที่อินโดนีเซียเพื่อให้บริการกับคนไข้ชาวอินโดนีเซียผู้ร่ำรวยทั้งหลาย ชีวิตมันช่างสวยงามจริง ๆ

ทีนี้ผมทำกับเงินที่หามาได้มากมายก่ายกองนั่นยังไง? วันสุดสัปดาห์ผมใช้ชีวิตยังไง?
ผมสังกัดกลุ่มคนรักรถ supercar ผมชอบสะสมรถครับ ผมซื้อรถหรูๆ ขับไปถึงมาเลเซียโน่น
เพื่อไปแข่งรถในสนามแข่ง นั่นละครับชีวิตของผม เงินยังเหลืออีกเยอะ ทำอะไรอีก?
ผมซื้อ Ferrari ครับ ตอนนั้น รุ่น 458 ยังนิยมมาก เปิดประทุนได้ด้วย (ชี้ใน slide)
นี่เพื่อนสมัยมัธยมของผมครับ เป็นนายธนาคาร คันของเขาสีแดง ผมก็เลยต้องเลือกสีเงิน

พอได้รถแล้วทำอะไรอีก? ถึงเวลาที่ต้องซื้อบ้านแล้ว ผมเที่ยวหาทำเลสร้างบ้าน
และก็สร้างบ้าน (slide แสดงรูปคฤหาสน์หลังใหญ่ของเขา) ดูผมใช้ชีวิตสิครับ
ผมอยู่ท่ามกลางสังคมของคนร่ำรวยและมีชื่อเสียง คนนี้เป็น Miss universe
ผมไปดื่มไปเที่ยวกับคนพวกนี้ นี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Facebook มหาเศรษฐีพันล้านเชียวนะครับ
ร้านอาหารก็ต้องระดับ Michelin เท่านั้น

ตอนนั้นผมถึงจุดที่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตแล้ว ผมถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพของผม
นี่คือรูปผมเมื่อปีก่อน กำลังเล่น Gym อยู่ หล่อล่ำเลย
ตอนนั้นผมคิดไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในการควบคุมของผมและผมถึงยอดเขาแล้ว

แต่...ผมผิดถนัดครับ ทุกอย่างไม่ได้อยู่ในการควบคุมของผม ปีที่แล้วเดือนมีนาคม
ผมเริ่มรู้สึกเจ็บตรงกลางหลัง ตอนนั้นคิดไปว่าอาจจะออกกำลังกายมากเกินไป
ผมจึงไปโรงพยาบาล พบเพื่อนผม ผมทำ MRI เพื่อดูว่าอาจจะมีหมอนรองกระดูกหลังเคลื่อนหรือเปล่า.

เย็นวันนั้น เพื่อนผมโทรมาบอกว่า “กระดูกสันหลังของนายดูเหมือนจะมีเนื้องอกอะไรบางอย่างนะ”
ผมตอบไปว่า “ว่าไงนะ มันหมายความว่ายังไง?” อันที่จริงผมรู้ความหมายดี แต่ไม่ยอมรับความจริง
“พูดจริงหรือเปล่า” ตอนที่คุยนั้น ผมยังวิ่งอยู่ใน Gym อยู่เลยคุณรู้หรือเปล่า วันถัดมาผมทำ scan ต่างๆ เพิ่มเติม
รวมทั้ง PET scan ด้วย สุดท้ายก็สรุปว่าผมเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย
ตอนนั้นผมคิดในใจว่า “มันมาจากไหนกันวะ” มะเร็งลามไปสมอง ไปกระดูกสันหลัง
ไปตับและต่อมหมวกไตเรียบร้อยแล้ว พวกคุณลองคิดดู ผมคิดว่าผมควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้
ผมถึงจุดสูงสุดในชีวิตแล้ว แต่ฉับพลันผมก็สูญเสียมันไปในทันที

อยากให้ดูรูป CT scan ปอดผม ลองดูดีๆ ทุกๆ เม็ดในนั้นคือมะเร็งครับ เราเรียกมันว่า Miliary tumor
จริงๆ แล้วผมมีมันเป็นหมื่นๆ เม็ดในปอด ผมได้รับคำอธิบายว่า ถึงแม้จะให้เคมีบำบัดอย่างเต็มที่
ผมก็จะอยู่ได้เต็มที่ประมาณ 3-4 เดือนเท่านั้น เหมือนฟ้าถล่มดินทลายทับตัวผมมั้ยครับ
ใครจะไม่เป็นบ้างล่ะ ผมมีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรงเป็นเดือน ชีวิตผมหมดสิ้นแล้ว

น่าขำที่ว่าสิ่งต่างๆ ที่ผมมี ความสำเร็จเอย ถ้วยรางวัลเอย รถหรูๆ เอย คฤหาสน์เอย
ทั้งหมดนั้นผมคิดไปว่ามันจะนำความสุขมาให้ผม แต่ในยามที่ผมตกอยู่ภาวะซึมเศร้า หดหู่ใจ
สิ่งต่างๆ ที่ผมมี มันกลับไม่ทำให้ผมมีความสุขได้เลย และความคิดที่ว่าผมนอนกอดรถ Ferrari
แล้วจะทำให้ผมหลับตาลงได้ มันไม่มีทางเป็นไปได้ มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้เลย
แม้แต่นิดเดียวตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย
สิ่งที่นำความสุขมาให้ผมในช่วง 10 เดือนสุดท้ายกลับเป็นการได้พบปะกับผู้คน ได้พบกับคนที่ผมรัก
เพื่อนๆ ผู้คนที่เป็นห่วงเป็นใยผมอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่นำความสุขมาให้ผม
ไม่ใช่สิ่งของต่างๆ ที่ผมมี ไม่ใช่สมบัติที่ผมครอบครอง สิ่งต่างๆ ที่ผมเคยเหมาเอาว่ามันจะนำความสุขมาให้ผม
แต่เปล่าเลย ถ้ามันทำได้จริง เวลาที่ผมคิดถึงมัน ผมควรจะมีความสุข แต่มันกลับทำให้ผมแย่ลงไปอีก

ตรุษจีนใกล้จะมาถึงแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมทำอะไรรู้มั้ย ผมมักจะขับรถหรูของผม ไปทำงาน
ไปเยี่ยมบรรดาญาติของผม เพียงเพื่อจะอวดร่ำอวดรวย ผมเองก็บันเทิงกับเรื่องแบบนี้เสียด้วย
แต่มานึกแล้วเพื่อนๆ ของผม ญาติๆ ของผมคงจะกระอักกระอ่วนใจและคงอยากจะให้ผมกลับไปเสียเร็วๆ มากกว่า
พวกเขาจะร่วมยินดีไปกับผมหรือ? ไม่มีทาง เขาคงไม่คิดจะดีใจไปกับผม และคงอยากให้ผมไปให้พ้นๆ
คงอยากให้ผมลองนั่งรถเมล์ดูมั่ง จริงๆ แล้ว สิ่งที่ผมทำลงไป ทำให้พวกเขาอิจฉาริษยาสิ่งที่ผมมี และบางทีก็คงนึกหมั่นไส้ผมอีกด้วย

นั่นแหละที่เรียกว่า “ตัวสร้างความอิจฉาริษยา” ผมไปอวดร่ำอวดรวย เพียงเพื่อจะเติมเต็มอัตตา
และความยะโสของตัวเอง มันไม่ได้นำความสุขมาให้ผู้อื่นเลย
ทั้งเพื่อน ทั้งญาติของผม ผมคิดไปเองว่าพวกเขาจะมีความสุขไปกับผม

ผมจะเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้ฟัง ตอนที่ผมมีอายุเท่าพวกคุณ ผมพักอยู่ที่หอ Edward VII Hall
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่มีนิสัยแปลก เธอชื่อ Jennifer ตอนนี้เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่
เวลาผมเดินไปตามทางกับเธอ ถ้าเธอเห็นหอยทากคลานอยู่ในทางคนเดิน
เธอจะคอยหยิบพวกหอยทากนั่นไปวางในสนามหญ้าให้พ้นจากทางเดิน ผมถามเธอว่า เธอทำอย่างนั้นทำไม
ทำให้มือสกปรกเปล่าๆ มันก็แค่หอยทากตัวหนึ่ง ความจริงก็คือ เธอเข้าใจหอยทากได้
ความรู้สึกที่ว่าถูกเหยียบบี้แบนจนตายนั้น เธอรับรู้ได้ แต่สำหรับผม มันก็แค่หอยทาก
ถ้าคุณไม่มีปัญญาจะเกิดมาเป็นคนได้ คุณก็สมควรโดนเหยียบตาย นั่นเป็นกฎของวิวัฒนาการอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?

ที่ที่สอนผมให้เป็นแพทย์ เขาสอนผมให้เป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจ ให้เป็นคนที่เข้าใจผู้อื่น
แต่ผมกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย. ตอนที่ผมเป็นแพทย์ประจำบ้าน ทำงานอยู่ในแผนกรักษาผู้ป่วยมะเร็ง
ทุกเมื่อเชื่อวัน วันแล้ววันเล่า ผมพบเจอกับความตาย ยามที่ผมมองคนไข้กำลังทุกข์ทรมาน
ผมเห็นแค่ว่าพวกเขากำลังปวด และผมมีหน้าที่ให้ Morphine แก่พวกเขาเพียงเพื่อระงับอาการปวด
ผมเห็นพวกเขากำลังดิ้นรนหายใจจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้าย นั่นเป็นเพียงภาระหน้าที่
ผมไปที่ตึกผู้ป่วย เจาะเลือด ให้ยาแก่พวกเขา แต่มันมีความหมายอะไรกับผมหรือเปล่า?
ไม่เลย มันก็แค่งาน ผมทำงาน ทำหน้าที่จนเสร็จ แล้วก็ออกจาก ward ไป
แต่ละวันผมแทบจะรอกลับบ้านแทบไม่ไหว

ความเจ็บปวดคืออะไรหรือครับ? ความทุกข์ทรมานที่ผู้ป่วยต้องประสบมันมีความหมายอะไร?
ไม่มี แน่ละ เรามีศัพท์เทคนิคต่างๆ ในการนิยามในการวัดความปวด ความทุกข์ทรมานเหล่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่รู้ซึ้งจริงๆ ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร จนกระทั่งผมกลายมาเป็นผู้ป่วยเสียเอง
ตอนนี้ผมเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ และถ้าคุณจะถามผมว่าผมจะเปลี่ยนไปเป็นแพทย์อีกคนที่แตกต่างไปจากนี้หรือเปล่า
ถ้าผมกลับมีชีวิตอีกครั้ง ผมตอบได้เลยว่าใช่ ผมจะเปลี่ยนไปแน่นอน
เพราะผมรู้แล้วว่าผู้ป่วยเหล่านั้นรู้สึกอย่างไร และบางทีเราก็ควรจะเรียนรู้สิ่งนี้จากของจริง

แม้ว่าพวกคุณจะเพิ่งเริ่มเรียนปีแรก และเข้าสู่เส้นทางของการเป็นศัลยแพทย์ช่องปาก ผมอยากจะลองท้าทายคุณ 2 เรื่อง

ประการแรก หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนในที่นี้จะต้องเข้าไปสู่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน
พวกคุณจะเริ่มสะสมความมั่งคั่ง รับประกันได้เลยครับ แค่ใส่ Implant สักอัน คุณก็ได้เงินเป็นพันๆ ดอลลาร์แล้ว
ช่างน่ามหัศจรรย์ใช่มั้ยครับ จริงๆ แล้วไม่ผิดหรอกครับที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ผิดที่จะร่ำรวยมั่งคั่ง ไม่ผิดเลย
ปัญหาประการเดียวก็คือ พวกเราส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมด้วยไม่สามารถควบคุมจัดการมันได้

ทำไมผมพูดอย่างนั้น ก็เพราะเมื่อผมเริ่มสะสมเงินทอง ยิ่งผมมีมากเท่าไร ผมก็ยิ่งอยากมีมากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งต้องการอะไรมาก เราก็ยิ่งหมกมุ่นอยู่กันมัน เหมือนกับที่ผมได้พูดไปเมื่อก่อนหน้านี้ ทั้งหมดที่ผมทำก็คือสะสม ๆ ๆ
เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดสูงสุด เหมือนกับที่สังคมทำกับเรา เหมือนกับที่สังคมอยากให้เราเป็น
เมื่อผมหมกมุ่นอยู่กับมันแล้ว อะไรอื่นก็ไม่มีความหมายสำหรับผมอีกต่อไป คนไข้ที่เดินเข้ามาก็เพียงแค่ถังเงิน
และผมก็จะรีดเงินออกจากคนไข้พวกนี้จนถึงหยดสุดท้าย

นานมากแล้วที่เราหลงคิดไปว่าเราจะต้องเป็นฝ่ายรับ เราหลงลืมเสียสนิทว่าเราแทบจะไม่ได้ให้ใครเลยเว้นแต่ตัวเราเอง
สิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ไม่ว่าจะในวงการแพทย์, วงการทันตแพทย์ ผมบอกได้เลย ขณะนี้ในภาคเอกชน
บางครั้งเราถึงกับให้คำแนะนำกับผู้ป่วยเพื่อให้รับการรักษาหรือการผ่าตัดที่ไม่มีข้อบ่งชี้ มันเป็นพื้นที่สีเทา
และแม้ว่าบางเรื่องมันจะไม่จำเป็นเลย เราก็ยังแนะนำคนไข้ให้ทำ และถึงตอนนี้ ผมก็รู้ว่าใครบ้างที่หวังดีกับผมอย่างแท้จริง
และใครบ้างที่หลอกเอาเงินผมโดยการเสนอ “ความหวัง” ให้ผมอยู่
เราสูญเสียเข็มทิศทางจริยธรรม (moral compass) ไปเรื่อยๆ
ตลอดเส้นทางสายนี้ เพียงเพราะว่าเราต้องการ make money

ที่แย่ไปกว่านั้น ผมบอกได้เลย 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เราพูดให้ร้ายเพื่อนร่วมวิชาชีพของเรากันเอง
เสมือนเป็นคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เราแทบไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องนี้เลย
ถ้าเราสามารถจะกดคนอื่นลงเพื่อให้เราได้ผลประโยชน์แล้วละก็ เราก็จะทำมันทันที
นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งในวงการแพทย์ ทันตแพทย์ และทุกๆ วงการ
สิ่งที่ผมจะเตือนคุณก็คือ อย่าทิ้งเข็มทิศทางจริยธรรมไปเป็นอันขาด
ผมเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาอย่างยากลำบาก และหวังว่าพวกคุณจะไม่เป็นเช่นนั้น

ประการที่สอง พวกเราหลายคนด้านชากับคนไข้ของเราในยามที่เรารักษาพวกเขา
ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน คราวที่ผมทำงานอยู่ในโรงพยาบาลและต้องสรุปแฟ้มประวัติผู้ป่วยเป็นตั้งๆ
ผมจะรีบจัดการเจ้าแฟ้มเหล่านั้นไปโดยเร็วที่สุด, ผมจะรีบตรวจคนไข้และให้เขาออกไปจากห้องของผมโดยเร็วที่สุด
เพราะคนไข้มันช่างมากมายเหลือเกิน นั่นคือเรื่องจริง เพราะมันเป็นแค่งาน งานที่ซ้ำซากจำเจมากๆ
นั่นแค่ส่วนหนึ่ง ถามว่าผมรู้ไหมว่าคนไข้แต่ละคนรู้สึกอย่างไร? ผมไม่รู้หรอก ความหวาดวิตกกังวลต่างๆ ที่พวกเขามี
ที่พวกเขาประสบอยู่ ผมรู้มั้ย? ไม่เลย จนกระทั่งมันเกิดขึ้นกับผมเอง
และผมคิดว่านั่นเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงในระบบสาธารณสุขของเรา

เราถูกสอนมาให้เป็นผู้ให้บริการสาธารณสุข เป็นมืออาชีพ แต่ทั้งหมดทั้งเพ
เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าคนไข้รู้สึกจริงๆ เช่นไร ผมไม่ได้ให้ขอให้พวกคุณเข้าอกเข้าใจคนไข้อย่างลึกซึ้งอะไรมากมาย
ผมไม่คิดว่านั่นจะทำให้เราเป็นมืออาชีพหรอก แต่จริงๆ แล้วเราได้พยายามที่จะเข้าใจความเจ็บปวดของพวกเขาหรือยัง?
พวกเราส่วนใหญ่คงจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นไรครับแต่อย่าละเลย สิ่งที่ผมจะบอกพวกคุณคือ
จงพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา (put yourself in your patient’s shoes)

เพราะความเจ็บปวด ความกังวลใจ ความหวาดกลัว สำหรับคนไข้แล้วมันเป็นของจริงครับ
แม้ว่ามันอาจจะดูไม่จริงสำหรับคุณ ดังนั้นจงอย่าละเลยมัน พวกคุณรู้มั้ยครับ
ตอนนี้ผมกำลังได้รับเคมีบำบัดรอบที่ 5 อยู่ ผมบอกได้เลยว่ามันเลวร้ายมาก
เคมีบำบัดเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณไม่อยากจะประสบ ต่อให้กับศัตรูของคุณก็เถอะ
เพราะมันช่างทุกข์ทรมาน ทุเรศทุรัง เหมือนถูกโดดเดี่ยว กินอะไรไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
เลวร้ายจริงๆ และถึงตอนนี้ ยามที่ผมพอมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง
ผมพยายามที่จะปลอบประโลมผู้ป่วยมะเร็งคนอื่นๆ เท่าที่จะทำได้
เพราะผมเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมันเป็นอย่างไร.
แต่ดูเหมือนมันจะสายเกินไปและยังไม่เพียงพอ

พวกคุณทั้งหลายมีอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า ตัวคุณเปี่ยมไปด้วยพลัง
ผมกำลังจะบอกให้คุณไปหาคนไข้คนถัดไปของคุณ มองเขาในฐานะมนุษย์ที่มีความเจ็บปวดและกำลังทุกข์ทรมาน
อย่าได้คิดว่าคนยากจนเท่านั้นที่จะทุกข์ นั่นไม่จริงเลย คนยากคนจนทั้งหลายจริงๆ แล้วเขาพอใจในสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่
พวกคุณควรจะรู้ไว้ด้วยว่าพวกเขามีความสุขมากกว่าคุณและผมเสียอีก
ยังมีผู้คนอีกมากที่กำลังทุกข์ทรมาน ทั้งทางจิตใจ ทางร่างกาย ทางอารมณ์ และอื่นๆ อีกมาก
และนั่นเป็นของจริง เราเลือกที่จะมองข้ามพวกเขา หรือเพียงไม่อยากรับรู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่

ลองกลับไปคิดดูนะครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือทันตแพทย์ ลองสัมผัสถึงผู้คนเหล่านั้นผู้ซึ่งต้องการคุณ
ไม่ว่าอะไรที่คุณทำลงไปจะสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่กับพวกเขา สำหรับผมตอนนี้ใกล้จะถึงฉากสุดท้าย
ผมรู้ดีว่ามันเป็นอย่างไร คนที่เป็นห่วงเป็นใยผม ให้กำลังใจผม ได้สร้างความแตกต่างอย่างมากในตัวผม
รูปที่เห็นคือผมหลังได้รับการรักษาเมื่อไม่นานมานี้ สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย
และนั่นทำให้ผมยังมีลมหายใจอยู่และสามารถมาพูดคุยกับพวกคุณได้ในวันนี้

ผมอยากจะจบการบรรยายด้วย ประโยคนี้ มันมาจาก หนังสือเรื่อง Tuesdays with Morrie
พวกคุณบางคนคงเคยอ่านแล้ว

Everyone knows that they are going to die; every one of us knows that.

The truth is, none of us believe it because if we did, we will do things differently.

เมื่อผมเผชิญหน้ากับความตาย ผมได้ลอกคราบตัวเองออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น
ที่น่าขำก็คือ เมื่อเราเรียนรู้ว่าเราจะตายอย่างไร นั่นแหละเราถึงจะเรียนรู้ว่าเราจะมีชีวิตอย่างไร
ผมรู้ว่ามันออกจะเคร่งเครียดไปหน่อยสำหรับเช้าวันนี้ แต่นั่นคือความจริงครับ นี่คือสิ่งที่ผมได้ประสบมา

อย่าให้สังคมบอกคุณว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร อย่างให้สื่อต่างๆ บอกคุณว่าคุณควรจะทำอะไร
สิ่งเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ผมปล่อยให้ชีวิตผมจมไปกับความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำความสุขมาให้
ผมหวังว่าคุณจะใคร่ครวญกับเรื่องนี้และตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ชีวิตของคุณเองอย่างไร
ไม่ใช่เพราะคนอื่นบอกให้คุณทำ คุณต้องตัดสินใจว่าคุณจะให้เฉพาะแต่ตัวคุณเอง
หรือจะสร้างความแตกต่างขึ้นในชีวิตของผู้อื่น เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการให้อะไรกับตัวเอง
ผมเคยคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย

ผมขอขอบคุณทุกท่าน ถ้ามีคำถามอะไรที่จะถามผม ยินดีครับ ขอบคุณ

(Dr. Richard Teo ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 18 ตุลาคม 2012 ขอให้ดวงวิญญาณของเขาจงไปสู่สุขคติ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 23, 2012, 11:09:24 AM โดย duang » บันทึกการเข้า

ซีรั่มบำรุงผิวเกรด เอ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม 081 440 7442 somsri12@gmail.com
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2011, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!