บ้านดวงจันทน์ 2

นานาสาระเพื่อสุขภาพ => นานาสาระเพื่อสุขภาพ => ข้อความที่เริ่มโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:25:40 PM



หัวข้อ: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:25:40 PM
นุชธิดา สมัยสงฆ์ นักกำหนดอาหาร โรงพยาบาลกรุงเทพ

มีหลายปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง และนั่นรวมถึงการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม แบบไหนเรียกว่าเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ต้องติดตาม

สาเหตุของการเกิดมะเร็ง มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างด้วยกัน นอกเหนือจาก 'พันธุกรรม' ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เป็นสาเหตุหนึ่งในสามของการเสียชีวิตจากมะเร็งทั้งหมด

"มะเร็งบางชนิดมีการทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร เช่น มะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส มะเร็งปอดสาเหตุสำคัญคือการสูบบุหรี่ แต่ยังมีมะเร็งอีกหลายชนิดที่เราไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน ซึ่งอาหารก็ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งเหล่านั้นได้ เช่น มะเร็งลำไส้ เชื่อว่าการที่เรารับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้ การรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนเชื้อราอาจเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งตับ แต่คนเป็นมะเร็งตับเกิดจากอาหารอย่างเดียวหรือเปล่า...ก็ไม่ใช่" นุชธิดา สมัยสงฆ์ นักกำหนดอาหาร โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวถึงความสัมพันธ์ของอาหารกับมะเร็งเป็นสาเหตุของกันและกันได้อย่างไร

ปัจจุบัน นักกำหนดอาหาร มีส่วนสำคัญต่อการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โดยเป็นหนึ่งใน Patient Care Team ทำงานร่วมกับทีมแพทย์ ดูแลด้านโภชนาการของผู้ป่วย ทำหน้าที่ประเมินภาวะโภชนาการ วางแผนโภชนบำบัดและให้คำแนะนำถึงรูปแบบการรับประทานอาหารที่เหมาะสมและสอดคล้องตามสภาวะร่างกาย สภาวะของโรค แผนการรักษา และพฤติกรรมผู้ป่วยแต่ละราย ดูแลความถูกต้องของอาหารที่ผู้ป่วยได้รับขณะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลให้ตรงตามคำสั่งการรักษาของแพทย์ พร้อมประเมินและติดตามผลการโภชนบำบัดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้คำแนะนำเวลาผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้านให้สามารถเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปได้

การรับประทานอาหารที่ดีและได้รับสารอาหารครบถ้วนก่อนการรักษา ระหว่างการรักษา และหลังการรักษา จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและดีขึ้น


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:25:56 PM
วิธีการทำงานของ 'นักกำหนดอาหาร' คือประเมินน้ำหนัก-ส่วนสูงของผู้ป่วยมะเร็ง ที่นี่เรามีเครื่องมือวัดไขมันใต้ผิวหนัง วัดปริมาณกล้ามเนื้อในร่างกาย ซักประวัติการรับประทาน คนไข้มีประวัติน้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากขึ้นหรือลดลงหรือไม่ การรับประทานอาหารมีภาวะคลื่นไส้อาเจียนหรือไม่ ใช้หลายข้อมูลประกอบกัน บางครั้งคนไข้มีการเจาะเลือดก็จะใช้ผลเลือดมาประกอบด้วย นุชธิดา สมัยสงฆ์ กล่าวและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการดูแลภาวะโภชนาการกับผู้ป่วยมะเร็งว่า

"คนไข้มะเร็ง ก่อนผ่าตัดเราต้องดูแลภาวะโภชนาการให้เหมาะสม เพื่อที่หลังผ่าตัดระยะเวลาในการอยู่โรงพยาบาลจะได้สั้นลง แผลหายได้เร็วขึ้น ต้องดูว่าก่อนหน้ามาโรงพยาบาลหกเดือนคนไข้มีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวหรือเปล่า ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาลักษณะการรับประทานได้เหมือนเดิม หรือรับประทานเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่ อาหารกลุ่มไหนที่รับประทานเป็นหลัก เช่น ในส่วนของข้าวรับประทานข้าวขาวหรือข้าวกล้อง ปริมาณมากน้อยแค่ไหนในแต่ละมื้อ เนื้อสัตว์ที่รับประทานเป็นเนื้อสัตว์แบบไหน ประเมินอาหารในแต่ละส่วน ก่อนผ่าตัดมีการเจาะเลือด ก็จะดูผลเลือดว่ามีส่วนไหนที่บกพร่อง มีน้ำตาลในเลือดสูง มีไขมันในเส้นเลือดแค่ไหน ถ้าการผ่าตัดกรณีที่รอได้ เราก็จะปรับภาวะโภชนาการให้อยู่ในระดับที่ดีก่อน"


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:26:10 PM
ในฐานะนักกำหนดอาหาร นุชธิดาให้ข้อคิดเกี่ยวกับ การรับประทานอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงการเป็นมะเร็ง ดังนี้

# รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (แอนตี้ออกซิแดนท์) ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และซีลีเนียม แหล่งอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระคือ ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ (ถั่วต่างๆ ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์) ผัก-ผลไม้ควรรับประทานทุกวัน ถ้าเป็นผักสุกมื้อหนึ่งประมาณหนึ่งทัพพี ถ้าเป็นผักสดประมาณหนึ่งถ้วยข้าวต้มอย่างน้อย ถ้ารับประทานได้มากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดีมากขึ้น สำหรับผลไม้ปริมาณที่เหมาะสมคือกินให้ได้ 2-3 ครั้ง/วัน ถ้าเป็นผลไม้ลูกกลมๆ เช่น แอปเปิล ให้กินหนึ่งผลต่อหนึ่งมื้อ ถ้าเป็นผลไม้ลูกโตๆ เช่น สับปะรด แตงโม มื้อหนึ่งควรกินให้ได้ประมาณ 8 คำ

# หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อมะเร็ง เช่น อาหารที่มีการเติมสารถนอมอาหารต่างๆ เช่น สารกันบูด สารกันเชื้อรา

# หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเชื้อราปนเปื้อน นอกจากดูวันผลิตและวันหมดอายุซึ่งเป็นหลักสำคัญ รองลงไปคือสังเกตด้วยตาเปล่า ถ้ามีเชื้อราเพียงเล็กน้อยก็ไม่ควรรับประทานแล้ว อาหารที่เลยกำหนดวันหมดอายุไปเพียงเล็กน้อยก็อาจมีเชื้อราที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเกิดขึ้นได้เช่นกัน

# หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดหวานจัด

# หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่ให้ไขมันมากเกินไป อาหารที่มีไขมันสูง การได้รับไขมันในปริมาณมากเกินไป คือเกิน 30-35% ของพลังงานที่เราได้รับทั้งหมด โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว ไขมันที่มาจากสัตว์ อาจมีผลทำให้เกิดมะเร็งได้ เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง

# หลีกเลี่ยงอาหารประเภทปิ้ง-ย่างหรือเผาไหม้จนเกรียม โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ เนื่องจากไขมันในสัตว์เนื้อแดงและสัตว์ปีกเมื่อเจอกับความร้อนจะเกิดสารออกซิเดชั่น เป็นสารแห่งความเสื่อม ซึ่งจะทำให้เกิดโรคในกระบวนการความเสื่อมต่างๆ เช่น ทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:26:24 PM
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าอาหารปิ้ง-ย่างเป็นอันตรายจนกระทั่งกินไม่ได้ ยังสามารถกินได้ใน ปริมาณพอเหมาะ ที่สำคัญคือ ไม่ควรกินติดต่อกันเป็นประจำ (หรือที่เรียกว่ากินซ้ำซาก) เพราะเท่ากับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากขึ้น แต่ถ้าหลีกเลี่ยงได้จะเป็นการดีที่สุด

 นุชธิดา สมัยสงฆ์ให้ความเห็นไว้ด้วยว่า ถ้าย้อนกลับไปดูในอดีต ผัก-ผลไม้ เป็นสิ่งที่คนไทยกินทุกวัน คนสมัยก่อนถ้าไม่กินผักกินข้าวไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่สมัยนี้เราไม่กินผัก-ผลไม้ บางคนไม่เคยคิดว่าวันนี้กินผัก-ผลไม้ไปหรือยัง คือกินไปตามความอยาก โดยที่ไม่ได้ดูว่ามีส่วนประกอบอะไรในอาหารบ้าง เช่น ถ้าเรากินข้าวมันไก่ มีแตงกวาสองสามชิ้น ก็ไม่ใช่ปริมาณที่เพียงพอ ตอนเย็นก็ไปกินพิซซ่า แต่ไม่ตักสลัด ก็ไม่ได้ผักอีก ตอนเช้าดื่มนมแค่กล่องเดียว ก็ไม่มีผัก ถามว่ากินผลไม้หลังอาหารหรือเปล่า...ก็ไม่ เลือกกินเป็นขนม บางคนก็ดื่มน้ำหวาน น้ำเปล่าก็ได้รับน้อยลง เหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งอันเนื่องจาก การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ในชีวิตประจำวัน

นอกจากเลี่ยงอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการทำให้เกิดมะเร็ง คราวนี้ลองมาพิจารณาว่าจะ กินอาหารอย่างไรเพื่อช่วยให้ห่างไกลจากมะเร็ง ซึ่งมีคำแนะนำเบื้องต้นดังนี้

# เลือกกินอาหารที่มาจากพืชเป็นส่วนใหญ่ การรับประทานอาหารในแต่ละมื้อควรมีผักและผลไม้ทุกครั้ง (อาหารที่มีกากใยสูง)

# ควรรับประทานผักให้มีความหลากสี (ไม่ควรรับประทานชนิดเดียวซ้ำๆ) เช่น ผักสีขาว ได้แก่ หอมใหญ่ ผักกาดขาว ดอกแค กะหล่ำปลี, ผักสีเขียว ได้แก่ บร็อกโคลี ถั่วฝักยาว คะน้า ผักบุ้ง, ผักสีแดง ได้แก่ มะเขือเทศ แครอท, ผักสีเหลือง ได้แก่ ข้าวโพดอ่อน ฟักทอง, ผักสีม่วง ได้แก่ มะเขือม่วง

# หากต้องการโปรตีน ลองหันมากินโปรตีนจากพืช เช่น เห็ด ถั่วเหลือง สลับกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์

# เลือกรับประทาน 'อาหารว่าง' ที่ประกอบจากผักหรือผลไม้ แทนขนมหวาน เช่น ผลไม้สด ผลไม้ลอยแก้ว น้ำส้มคั้นสด น้ำบีทรูท น้ำฟักทอง น้ำแครอท

ใครๆ ก็รู้ว่าป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามาตามแก้ไขภายหลัง แต่คนเรามักชะล่าใจ ปล่อยตัวตามใจปากตามใจอยาก อย่างไรก็ตาม 'มะเร็ง' นอกจากต้องระวังเรื่องอาหารการกิน เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
 ยังมีเรื่องของ 'สิ่งแวดล้อม' และ 'ความเครียด' เข้ามาเป็นปัจจัยอีกด้วย


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:27:19 PM
เมนูอาหารต้านมะเร็ง
สไปซี่นัทส์ (Spicy Nuts)

# ส่วนผสม: ถั่วบราซิล 140 กรัม ถั่วเฮเซล 115 กรัม ถั่วอัลมอนด์ 140 กรัม มะม่วงหิมพานต์ 140 กรัม ถั่วพีแคน 110 กรัม น้ำพริกแกงแดง 4 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ สาหร่ายโนริอบแห้ง 1 แผ่น เกลือปรุงรส (เล็กน้อย)

# วิธีทำ: ผสมถั่วทั้งหมดลงในโถคลุกอาหาร ตามด้วยน้ำพริกแกงแดง น้ำผึ้ง เกลือ คลุกเคล้าจนเข้ากันดี เทใส่ถาดอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 15-20 นาที หรือจนถั่วเป็นสีเหลืองสวย ทิ้งให้เย็น ม้วนสาหร่ายให้แน่น หั่นตรงกลางความยาว ซ้อนสาหร่ายแล้วหั่นเป็นเส้นๆ (หรือใช้กรรไกรตัดก็ได้) ผสมกับถั่วใส่ไว้ในขวดโหลกันอากาศ เก็บไว้รับประทานเป็นของว่า

# คุณค่าอาหาร: ถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญต่อการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก คือ ซีลีเนียมและวิตามินอี เส้นใยอาหารสูงในถั่วยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้อีกด้วย


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:27:30 PM
แซลมอนดิ๊ปอโวคาโด (Salmon dip Avocado)

# ส่วนผสม: กระเทียม 1 กลีบ อโวคาโด 1 ผล แซลมอนนึ่งสุก 100 กรัม เต้าหู 125 กรัม มะเขือเทศบด 1 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสดสับ 1/2 ช้อนชา พาร์สลีสดสับ 1 ช้อนชา มะเขือเทศ 1 ลูก ขนมปังโฮลวีต

# วิธีทำ: ทุบกระเทียมแล้วบดให้ละเอียด ปอกอโวคาโดแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ลงในเครื่องบด ตามด้วยเนื้อปลา เต้าหู มะเขือเทศบด พริกขี้หนู ปั่นให้ละเอียด ตักใส่จาน หั่นมะเขือเทศเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับพาร์สลี่ไว้สำหรับตกแต่ง รับประทานกับขนมปังปิ้ง

# คุณค่าอาหาร: สารไลโคพีนซึ่งพบมากในมะเขือเทศ เมื่อทำงานร่วมกับวิตามินอี ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก สารไฟโตเอสโตรเจนจากเต้าหู้ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันมะเร็ง


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:27:47 PM
แกงกะหรี่ผัก

# ส่วนผสม: กะหล่ำดอก 1/4 หัว บร็อกโคลี 1 หัว บรัซเซลสเปราท์ 8 หัว แอสพารากัส (หรือจะใช้ถั่วแขกก็ได้) 2 ก้าน ฟักทอง 200 กรัม หอมหัวใหญ่ 2 หัว กระเทียม 4 กลีบ น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ ผงแกงกะหรี่ 1 ช้อนโต๊ะ มะเขือเทศกระป๋องหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 800 กรัม น้ำซุปผัก 2 ถ้วย มะเขือเทศบดในกระป๋อง 2 ช้อนโต๊ะ เกลือหรือน้ำปลา 1 ช้อนชา ผักชีสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ

# วิธีทำ: ตัดดอกกะหล่ำและบร็อกโคลีเป็นช่อเล็กๆ หั่นครึ่งบรัซเซลสเปราท์ ตัดยอดแอสพารากัสหั่นผ่ากลาง (ถ้าใช้ถั่วแขก เล็มปลายถั่วและหั่นครึ่งตามขวาง) หั่นฟักทองเป็นชิ้นพอดีคำ หั่นหอมหัวใหญ่เป็นแว่น ทุบกระเทียม ตั้งน้ำมันในกระทะเพื่อผัดผักทั้งหมด เริ่มจากผัดหัวหอมใหญ่และกระเทียมประมาณห้านาที  ใส่ผงกะหรี่ ผัดต่อไปหนึ่งนาทีจนเริ่มหอม ใส่มะเขือเทศ น้ำซุปผัก มะเขือเทศบดและเกลือ ต้มต่อจนเดือด ใส่ฟักทอง ต้มต่อห้านาที ตามด้วยบร็อกโคลี บรัซเซลสเปราท์ แอสพารากัส ต้มต่ออีก 10-15 นาที หรือจนผักนุ่มขึ้น เสิร์ฟร้อนๆ แต่งหน้าด้วยผักชี

# คุณค่าอาหาร: เบต้าแคโรทีนเป็นสารมีสีพบในผักสีเข้ม มีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม สารไลโคพีนเมื่อทำงานร่วมกับวิตามินอีช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก, สารอินโดล (พบในบร็อกโคลี) อาจช่วยป้องกันมะเร็งที่สัมพันธ์กับฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก, ไดอัลลิลซัลไฟด์ (มีในหอมหัวใหญ่) ช่วยเพิ่มระดับเอนไซม์ที่ต่อสู้กับมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในกระเพาะอาหาร วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันมะเร็ง

# เคล็ดลับ: การนำผักสดมาปรุงอาหารควรใช้วิธีนึ่ง ผักจะคงคุณค่าสารอาหารไว้ได้มากกว่าวิธีการลวก


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:28:07 PM
เครื่องดื่ม Citrus Drink

# ส่วนผสม: น้ำส้มเกรฟฟรุตคั้น 1/2 ถ้วย มะละกอหั่นชิ้น 1 ถ้วย น้ำส้มคั้น 1 ถ้วย น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

# วิธีทำ: ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้วพร้อมดื่ม

# คุณค่าอาหาร: เบต้าแคโรทีนมีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันมะเร็ง


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:28:27 PM
ไปพบข้อความที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นดูแลรักษาคนที่เป็นมะเร็ง จากเวปบ้านตุลาไทย
ที่คุณ KORAWANS โพสต์ไว้ ต้องขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ ข้อความกล่าวไว้ว่า

มะเร็งเนื้องอกยุบได้ รักษา/ต้านมะเร็งแนวใหม่ ครีโม/ฉายแสงแล้วเจ็บปวดไม่หายขาด
เบาหวานทานยามาเป็นสิบๆ ปีไม่หาย อัมพฤกษ์ ความดัน รักษาด้วยสมุนไพรดีกว่า พลูคาวช่วยได้จริงๆแพทย์พิสูจน์แล้ว
ประสบการณ์จริงของผู้ทานติดต่อ วรรณ  MSN: orakukl@hotmail.com
 
การรับรองความปลอดภัย
มีฟาร์มพลูคาวกว่า  180 ไร่ ไม่ใช้สารเคมี หรือยาฆ่าแมลง
การสกัดจึงได้คุณค่าทางอาหารอย่างเต็มที่เพราะนำเข้าโรงผลิตทันที
เป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่ออกงานสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และถวายจุฬาราชมนตรี ชาวอิสลามดื่มได้
อย. เจ้าแรกของไทยมีโรงงานผลิตมาตรฐาน GMP เป็นของตนเอง
และ สคบ.อย่างถูกต้อง เลขที่ นร 0307/14759 ได้รับเครื่องหมายรับรอง ?ฮาลาล? เลขที่ กอท.ฮล. A 733/2549

สรรพคุณ
ค้นพบทางห้องวิทยาศาสตร์ สกัดจากใบพลูคาว มีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงใต้ 
หรือ ผักคาวตอง (Houttuynia Cordata thumb) เป็นสมุนไพรที่พบในประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออก และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ที่เกี่ยวกับผักคาวตอง คือ
? ฤทธิ์ในการบำบัดฟื้นฟู โรคความดันโลหิตสูง (Artrosclerosis)
? ฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง (Cytotoxicity Against Tunor Cellines)
? เซลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งรังไข่ เซลล์เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย เซลล์มะเร็งสมอง มะเร็งลำไส้ มีฤทธิ์
    ทำลายเซลล์มะเร็งแต่ละชนิดอย่างมีนัยสำคัญ
? ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Antileukemic Activty)
? ฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานโรค ยับยั้งเนื้องอก กระตุ้นเซลล์น้ำเหลือง ยับยั้งเบาหวาน
    รักษาความสมดุลของร่างกายและอื่นๆ
? ฤทธิ์กับการติดเชื้อไวรัส กระตุ้นเซลล์เพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันไข้ทรพิษ หัด หัดเยอรมัน การติดเชื้อทาง
    เดินหายใจ HIV เริม งูสวัด
? ฤทธิ์เกี่ยวกับการต้านเชื้อราและแบคทีเรีย เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อรา Cryptocoecus
    Neoformans) ทางเดินปัสสาวะอักเสบ การติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคทางเดินอาหาร โรคปริทันต์ โรค
    ระบบสืบพันธุ์ กลากเกลื้อน โรคติดเชื้อในปาก
? ฤทธิ์ต้านการอักเสบต่างๆ (Anti ? Inflamnation) ยับยั้งเอนไซม์ (Cyclooxygenase) บ่อเกิดโรคที่มี
    อาการอักเสบ
? ฤทธิ์ขับปัสสาวะ (Diuretic Actuvity) ขยายหลอดเลือด ทำให้อัตราไหลเวียนของเลือดและขับปัสสาวะ
    เพิ่มขึ้น
 
ข้อมูลอ้างอิง 1.จากหนังสือ ผักคาวตอง สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวง
                      สาธารณสุข
                   2.จากหนังสือ THE ASEAN JOURNAL OF RADIOLOGY


อ่านแล้วก็ลองพิจารณาดูนะค่ะ
ในตำราแพทย์แผนไทยก็มีระบุไว้ในเรื่องสรรพคุณของพลูคาว
โดยความเห็นส่วนตัวของป้าคิดว่า คนเราเวลาเป็นโรคชนิดใด ควรหาเหตุให้พบ แล้วรักษาที่เหตุ
สมุนไพรตัวเดี่ยว ๆอาจจะยับยั้งได้บ้าง แต่ไม่ใช่วิธีการรักษาที่ถูกต้อง
โบราณเคยกล่าวไว้ว่า ลางเนื้อชอบลางยา ยังเป็นสิ่งที่เป็นจริง ดังนั้น จึงอย่าละเลยการที่จะค้นหาเหตุของโรคด้วย

สมุนไพรบางตัว มีประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีโทษด้วย สรรพสิ่งมีสองด้าน ต้องเข้าใจวิธีนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ บางตัวต้องทำการลดฤทธิ์ที่เป็นโทษเสียก่อนจึงจะเอามาปรุงเป็นยาได้ เช่น หน่อไม้ ต้องใส่ใบย่านางเป็นตัวอย่าง นี่คือภูมิปัญญาของคนโบราณที่สืบทอดกันมา

เรื่องมะเร็งนี้ ป้ามีประสบการณ์การดูแลคนเป็นโรคนี้ สามคน ที่สามารถหายกลับมามีชีวิตตามปกติ มีครอบครัวที่อบอุ่นได้ มี 1 คน อีกสองคน ตายไปแล้ว ยอมรับว่าเป็นโรคที่น่ากลัว โอกาสรอดยากมาก ที่ดีควรป้องกันกันดีกว่า แต่ถ้าหากเป็นแล้ว ก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว
อย่างไรก็ดี ป้องกันไว้ก่อนดีว่า


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:28:48 PM
ปัจจุบัน มะเร็ง เหมือนกับเพชรฆาตมืดที่คร่าชีวิตคนไปทุกวัน หากเราจะช่วยกันสนใจสังเกตและดูแลสุขภาพ ป้องกันและรักษาแต่เนิ่น ๆ ก็อาจจะมีทางรักษาให้หายได้ วันนี้มีวิธีสังเกต อาการของมะเร็งชนิดต่าง ๆที่เกิดขึ้นบ่อย ๆในเวลานี้ เป็นความรู้สำหรับตนเองและคนใกล้ชิด

อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จ ะรู้ได้
มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมใน ลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้ อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อ

3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการ ปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง

5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ  อาการ มีเลือดปนออกมากับปัส สาว ะ
< /FONT>
8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือการเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร

12. มะเร็งทรวงอก
- ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง หัวขิง 1ตำลึง ก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม จากนั้นให้ดื่มจนหมดชาม สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้วควรดื่มน้ำตามมาก ๆ นำส่วนที่เหลือมารับประทาน ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัส สาว ะไม่ต้องตกใจ เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่

13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ****ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใ ช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคือ อาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย

15. มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma)คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:29:11 PM
เพื่อน forward mail นี้มาให้อ่าน
ดูแล้วมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ มาก เรียนรู้เพื่อการดูแลตนเองและญาติมิตร
เกี่ยวกัยการรักษามะเร็งลองอ่านดูนะค่ะ

หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะ ลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์

1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น
 2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง
3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก
4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต
5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ
7. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลา ยเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ
8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก
9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย
11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว
อะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง
a.   น้ำตาลคืออาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็ง สารทด แทนน้ำตาลอย่างเช่น ' นิวตร้าสวีต ' ' อีควล ' ' สปูนฟูล ' ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือน้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้น เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ ' แบรก อมิโน ' หรือเกลือทะเลแทน

b.   นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม   จะทำให้เซลมะเร็งไม่ได้รับอาหาร   

c.   เซลมะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแงดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวกเนื้อจะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมี ยาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง

d.   อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ด ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน 15 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F ( ประมาณ 40 องศา C)

e.   ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง

12.   โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น !

13.   ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือการรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเ อ็นไซม์เหลือมากพอมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็ง และช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น

14.   สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositol hexaphosphate หรือ phytic acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆเช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซล หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซล ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป

15.   มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การป้องกันเชิงรุกและการคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง... ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต

16.   เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆจะช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซล การบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:29:27 PM
หลายวันมานี้มีโอกาสพบญาติมิตรที่เป็นมะเร็ง
หลายคน (มากกว่า 2 คน) ที่ปลอดภัยแล้ว ยังไม่อยากเรียกว่า หาย เพราะคนที่เคยเป็นโรคนี้จะไม่มีทางหายได้อย่างเด็ดขาด
เมื่ออยู่ในระยะปลอดภัยแล้ว ก็ต้องระมัดระวังดูแลสุขภาพอยู่ตลอด ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการกินอาหาร

อยากบอกคนที่กำลังเป็น หรือ ยังไม่เป็นว่า
โรคนี้หากเป็นแล้วรักษาได้ อย่าท้อแท้ จงเพิ่งกำลังใจให้กับตนเอง และเข้มงวดกับตนเองสักนิด
โดยเฉพาะเรื่องการกินอาหาร

ส่วนคนที่ยังไม่เป็น ก็อย่าชะล่าใจไป ให้เรารู้เท่าทันไว้ก่อน และระมัดระวังเรื่องอาหาร และอากาศ
เพราะสองสิ่งนี้ เรารับเข้ามาในร่างกายเราทุกวัน สะสมไว้เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
กว่าจะรู้บางทีก็สายไปเสียแล้ว

เรื่องมะเร็งนี่จึง เหมาะที่จะพูดว่า กินยั้งมะเร็ง....
เพราะมักจะเกิดจากการกินเป็นส่วนใหญ่
ดูซิว่า...แม้ว่าจะปลอดภัยแล้ว ก็ยังต้องระวังเรื่องการกิน...ก็ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
งั้นเรามาป้องกันไว้ก่อนไม่ดีกว่าเหรอ...

เมื่อก่อนนี้ ป้าจะชอบมาก หมูย่าง,ปลาหมึกย่าง
มันช่างหอม....ชวนกินมาก
แต่เดี๋ยวนี้.....ก็ไม่ถึงกับงด กินบ้างเล็กน้อย.....แต่จะระวังตรงที่เป็นรอยไหม้ จะตัดทิ้งไปเลย
อย่างไปเสียดายมัน เพราะตรงนั้นแหละที่อันตรายต่อสุขภาพ

ใกล้ปีใหม่...ใกล้ฤดูท่องเที่ยว...หากสสุขภาพเราแข็งแรง....
จะไปไหน ๆ ก็มีความสุข
ดูแลสุขภาพกันด้วยนะค่ะ....


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 27, 2009, 09:29:46 PM
วันนี้ได้รับ mail ที่มีประโยชน์ เอามาแบ่งปันความรู้กัน
ลองอ่านดูแล้วพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละท่านนะค่ะ

เรื่อง: ส่งต่อ: ข้าวโพดต้มสุก

ข้าวโพดต้มสุก

ตอนที่แม่เรากำลังรักษามะเร็งช่วงใกล้ๆหาย เริ่มจะทานอาหารได้
เค้าจะกินข้าวโพดต้มทุกวัน ไปเหมาจาก Supermarket ทุก week แล้วเค้าก็
ฟื้นตัวเร็วมาก ช่วงนั้น ลิ้นเค้าจะ Anti เนื้อสัตว์ กลืนไม่ลง
ทานได้แต่ผักกะผลไม้ และจะอยากกินข้าวโพดทุกวัน ข้าวโพดสุก ต้านมะเร็ง
การแทะข้าวโพดหวานต้านโรคมะเร็งมีสารตัวล้างพิษมากกว่าผักผลไม้

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ
รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่าข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด

เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อน
ว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหารลงไป สู้กินดิบๆ ไม่ได้
แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้
แม้ว่าจะเสียวิตามินซีไป

เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส
ในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาที
พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ 53
เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ
ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆ
ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชรา ต่างๆ
อย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย

คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า
กรดเฟรุลิก
อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมากขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวก

พฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก
แต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่างอื่น
การทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มีนาคม 13, 2010, 08:24:32 PM
ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล นักวิชาการจากสถาบันโภชนาการ ม.มหิดล
ได้ศึกษาเรื่องนำสมุนไพรต่างชนิดมาทำเป็นน้ำพริกแกงต่าง ๆ
ได้ทดลองสารสกัดของน้ำพริกแกง
4 ชนิด ได้แก่
- น้ำพริกแกงป่า
- แกงเลียง
- แกงส้ม
- แกงเหลือง และ
- น้ำต้มยำ
นำมาเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า *น้ำแกงป่า น้ำแกงเลียง** **
และน้ำแกงส้มมีศักยภาพให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติ** *
ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นในร่างกาย ได้มากถึง 45 เปอร์เซ็นต์
ขณะ*ที่แกงเหลืองทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก
**15 **เท่า*เมื่อเทียบกัน ดีกว่าการใช้ยาถึง 2 เท่า
 ขอนำมาไว้ในห้องนี้อีกครั้ง

พฤติกรรมการบริโภคเป็นการช่วยยับยั้งโรคภัยไข้เจ็บได้ดีกว่าการใช้ยา

แต่อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ อารมณ์...
หลาย ๆสถาบัน มีข้อสรุปาตรงกันว่า ความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งอย่างหนึ่งเหมือนกัน


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤศจิกายน 18, 2010, 12:02:45 PM
มีงานวิจัยสรุปไว้ว่าการบริโภค อาหารที่เป็นสำรับแบบไทย
อาทิ แกงเลียงกุ้งสด
ห่อหมกใบยอ
ไก่ผัดเม็ดมะม่วง
ข้าวสวย หรือ สำรับ ข้าวเหนียว
ส้มตำใส่ แครอท
ไก่ทอดสมุนไพร
ต้มยำ
จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง

ควรบริโภคอาหารให้หลายหลาย อย่าจำเจ อาหารแบบไทย ๆ เรานี่แหละปลอดภัยดี


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤศจิกายน 18, 2010, 12:11:58 PM
สองสามวันก่อน มีโอกาสได้ไปศึกษาการรักษาคนไข้โรคมะเร็งระยะสุดท้าย
ที่วัดคำประมง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ท่านอาจารย์เจ้าอาวาสได้ทำการรักษาด้วยยาสมุนไพร
ควบคู่ไปกับการรักษาทางจิตใจ และการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค

เรื่องยาสมุนไพรท่านให้มาเป็นสูตรยา และวิธีทำ
แต่อยากจะให้พวกเราให้ความสนใจกับเรื่องอาหารที่ท่านได้แนะนำผู้ป่วย
จะเน้นอาหารปลอดสารพิษ
และวิธีปรุงอาหารแบบง่าย ๆ นึ่งหรือผัด
เวลาผัดใช้น้ำมันข้าวโพด ไม่ใช้น้ำมันชนิดอื่น ๆเลย
เครื่องปรุงรส มีอย่างเดียว คือซีอิ๊วขาว

นอกจากนั้นก็มีผลไม้สด ๆ แต่ละบ้านที่พักคนไข้จะมีกล้วยน้ำหว้าแขวนไว้เป็นเครือ ๆ
ผักที่นึ่งก็เห็นมีฟักทอง มัน เผือก
เวลากินคนไข้บอกว่ากินเปล่า ๆไม่จิ้มอะไร

คนไข้ที่เข้าไปสอบถาม ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ เพิ่งมาอยู่วัดได้ 9 วัน รู้สึกแข็งแรงดีขึ้น
วันที่มาแรก ๆ ไม่มีเรี่ยวแรงเลย

คนไข้อีกคนหนึ่ง อายุประมาณ 70 ปี ป่วยหนักเช่นกัน
มาอยู่ที่วัดได้กินยาสมุนไพรของอาจารย์ และใช้ชีวิตอยุ่ที่นี่มาสิบกว่าวัน
รู้สึกแข็งแรง เดินออกกำลังกายวันละ 4 กิโล ได้สบาย ๆ
สีหน้าออกชมพูเรื่อ ๆ บ่งบอกถึงความแข็งแรง ไม่มีเค้าของผู้ป่วยอยู่เลย

เขียนมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อนำความรู้มาแบ่งปัน
คนที่ยังไม่เป็นก็ลองมากินอาหารแบบนี้บ้าง คงจะช่วยป้องกันได้


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤศจิกายน 19, 2010, 09:29:42 AM
ขอเล่าเรื่องการรักษาผู้ป่วยมะเร็งของวัดคำประมงต่ออีกหน่อยนะค่ะ

ในการรักษาการเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง
อาจารย์ปพนพัชร..เจ้าอาวาสได้ให้คำแนะนำว่า
การมีสติ...ฝึกสมาธิ...ฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง
เข้าใจสัจจธรรมของชีวิต...
จะช่วยให้อาการเจ็บปวดทุเลาลงได้
และสามารถยิ้มสู้กับมันได้
ปรับตัวให้มะเร็งอยู่กับเรา (คนป่วย) ได้ โดยเซลล์มะเร็งเหล่านั้นจะไม่ทำร้ายเรา

ส่วนยาสมุนไพรที่ท่านปรุงให้นั้น จะช่วยระงับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
จนกระทั้งเซลล์มะเร็งเหล่านั้นหยุดการเจริญและค่อย ๆลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ

สมุนไพรที่อาจารย์ปรุงนั้น คณะพวกเราที่ไป มีโอกาสได้ชิมกัน...
รสชาด...นุ่มนวลดี..ดื่มได้ง่าย..ไม่มีรสขมหรือฝาด...

นี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง...
สำหรับผุ้ป่วยโรคร้ายแรง...
แต่สำหรับอาจารย์ปพนพัชร...ท่านไม่รู้สึกว่าร้ายแรงเลย
เพราะท่านพบผู้ป่วยอย่างนี้มาเป็นพัน ๆ รายแล้ว


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 12, 2010, 09:07:28 PM
วันนี้ได้รับfw mail เรื่องมะเร็งระยะสุดท้าย จึงอยากนำมาฝากบอกต่อไว้ตรงนี้
ลองอ่านดูนะค่ะ เป็นความรู้ดี ดีอีกหนึ่งตัวอย่าง

ดร.ทอม อู๋ มะเร็งระยะสุดท้าย หายได้จาก"เมนูธรรมชาติ"
ชื่อเสียงเรียงนามของ "ดร.ทอม อู๋" อาจจะแปร่ง แปลก ไปจากหูของคนไทย

เพราะผู้ชายวัย 73 ปี ผู้นี้เกิดที่ประเทศจีน เคยศึกษาวิชาชี่กงและตำรับ "ยาลับ" จากหมอชี่กงผู้เร้นกายท่านหนึ่ง
ต่อมาได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนตะวันตกพร้อมกับค้นคว้าวิชาแพทย์ทางเลือก
จนสำเร็จการศึกษาเป็นดอกเตอร์ด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ จากสหรัฐอเมริกา

สามสิบปีก่อน ดร.ทอม อู๋ เคยป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 3 เข้ารับการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน
แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงได้รับคำแนะนำให้หยุดการรักษาและเปลี่ยนมากิน "อาหารอินทรีย์" และรักษาด้วย "วิธีธรรมชาติ" ทำให้เขาหายขาดจากโรคมะเร็ง

จากนั้นเขาจึงตัดสินใจละทิ้งการแพทย์แบบเดิม หันมาศึกษาการแพทย์แนวธรรมชาติและโภชนาการอย่างจริงจัง
จนได้ปริญญาที่สหรัฐอเมริกา เคยได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาที่ประเทศต่างๆ มีลูกศิษย์ด้านการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติและการกินอาหารแบบอินทรีย์กระจายอยู่ทั่วโลก

ดร.ทอม อู๋ ย้อนความหลังให้ฟัง ว่าเมื่อรู้ว่าป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 3 ก็เข้ารับการรักษาจากหมอ มีการแนะนำให้ผ่าตัดปอดข้างขวาสองกลีบบนทิ้งไป
ด้วยความอยากหายจึงตกลงผ่าตัดปอด แต่เมื่ออยู่บนเตียงผ่าตัดเขาพบว่ามะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว จึงต้องเย็บปิดแผล แล้วหมอก็บอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่เดือน

วิธีเดียวที่เหลืออยู่คือ การทำเคมีบำบัด แต่ก็เป็นแค่การยืดชีวิตเท่านั้น

"ผมถามหมอไปว่าจะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหนแน่ หมอตอบว่า ไม่ทราบ
ตอนนั้นคิดในใจว่าคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง ก็เพราะในร่างกายมีสารพิษมากเกินไป
ดังนั้น การทำเคมีบำบัดจึงเท่ากับส่งพิษเข้าร่างกายมากยิ่งขึ้นเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย
ขณะเดียวกันก็ฆ่าเซลล์ปกติตายตามไปด้วย ซึ่งอาจจะทำให้ทรมานยิ่งขึ้น
สู้ปล่อยให้ตนเองตายตามธรรมชาติ ไม่ทรมานมาก...จะดีกว่า"


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 12, 2010, 09:10:31 PM
ดังนั้น ดร.ทอม อู๋ จึงปฏิเสธไม่ทำเคมีบำบัดไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในสภาพท้อแท้และสิ้นหวังไร้หนทางอยู่นั้น
ดร.ทอม อู๋ หันไปยึดเอาพระเจ้าเป็นที่พึ่ง หวังจะได้รับความสงบทางจิตใจ โดยหยิบคัมภีร์ไบเบิลขึ้นมาสวดอ้อนวอน
แต่ปรากฏว่าคัมภีร์ในมือร่วงลงที่พื้น เปิดให้เห็นบทที่หนึ่งตอนที่ว่าด้วยการสร้างโลก ดร.ทอม อู๋หยิบขึ้นมาอ่านอย่างช้าๆ ตั้งใจ และอ่านกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ

"ความคิดของผมตอนนั้น คิดว่าพระเจ้าทรงต้องการให้กินผักที่ไร้รสชาติกับผลไม้รสเปรี้ยวบนต้น
จึงแคลงใจว่าแล้วจะทำให้ขาดสารอาหารหรือเปล่า จะตายเร็วขึ้นหรือเปล่า- -แต่เวลานั้นไม่มีเรี่ยวแรงเลยต้องกินเนื้อสัตว์มากๆ เพื่อจะได้มีกำลังวังชา
ผมสับสนในใจเลยต้องหันกลับไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับชี่กงและวิถีการมีอายุยืนยาวหลายเล่ม ในที่สุด ก็ตัดสินใจกินอาหารตามที่พระเป็นเจ้าทรงชี้นำ"

ดร.ทอม อู๋ หันมากินผัก ผลไม้ ดื่มน้ำสะอาด และอาบแดด 30 นาที เดินเร็ว 30 นาที ฝึกชี่กง ฝึกหายใจเข้าออก พักผ่อนมากขึ้น เข้านอนเร็วและตื่นแต่เช้า
โดยเฉพาะนอนตอนเที่ยงวันเป็นเวลาครึ่งชั่งโมง อาบน้ำร้อนสลับน้ำเย็นทุกวัน


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ ธันวาคม 12, 2010, 09:15:42 PM
"หลังจากปรับเปลี่ยนความเคยชินในการกินอาหารและใช้ชีวิตเพียง 6 เดือน ก็รู้สึกจิตใจเบิกบาน กำลังวังชาฟื้นฟูเหมือนตอนก่อนป่วย
ทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น ว่าจะสามารถกลับมามีสุขภาพที่ดีได้ ผมจึงกินผักเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว กินผลไม้ โดยกินแบบดิบๆ ทั้งหมด
เนื่องจากกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงทุกวัน จึงขับถ่ายวันละ 3-4 ครั้ง แรกๆ ก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน เพราะปกติคนเราถ่ายวันละครั้ง ถือว่าปกติ
แต่หลังจากยืนหยัดทำอยู่ระยะหนึ่ง ร่างกายค่อยๆ ผ่อนคลาย จิตใจเบิกบาน ผิวพรรณสดใส จึงคลายกังวล ปล่อยให้ร่างกายมีปฏิกิริยาเป็นไปตามธรรมชาติ"



ผ่านไป 9 เดือน ผลการตรวจสุขภาพของ ดร.ทอม อู๋ พบว่าร่างกายเป็นปกติทุกอย่าง ทุกรายการ ไม่มีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่เลย!!

มิตรสหายที่รักค่ะ
อ่านแล้วก็พิจารณาดูนะค่ะ การที่ ดร.ทอม อู๋ อยู่อย่างมีความหวังมีที่พึ่งทางจิตก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ดร.ทอม อู๋ ตั้งใจปฏิบัติตน จึงผ่านพ้นระยะนั้นมาได้
ปัจจุบัน ท่านเป็นวิทยากรให้ความรู้ ให้คำแนะนำการปฏิบัติตนแก่ผู้ป่วยทั่ว ๆไป และมีคนไทยนำมาพิมพ์เผยแพร่อยู่ตามร้านหนังสือทั่วไป


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มกราคม 09, 2011, 09:36:54 AM
หัวข้อนี้หายเงียบไปนาน

บังเอิญพบผู้ป่วยท่านหนึ่ง
ปัจจุบันตรวจพบเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด กำลังรักษาด้วยการรับคีดมอยู่

ผป.ท่านนี้เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนนี้ผมมีน้ำหนัก ประมาณ 100กว่า ปัจจุบัน ลดลงเหลือ 60กว่า
พฤติกรรมการบริโภคคือ ทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์มาก ชอบมาก ๆ กินเกือบทุกวัน
และนอนดึก...ประมาณ ตี 2 (ดูทีวี) ใช้ชีวิตแบบสุด ๆ (คือเรื่องกิน )
จนกระทั่งตรวจพบเป็นเบาหวาน...ความดันโลหิตสูง...และตามมาด้วยอาการไตวายเรื้อรัง...

อย่างนี้เข้ากับบทความที่ป้าลงไว้ในกระทู้เรื่อง กินมื้อเย็นอย่างไรให้ถูกสุขลักษณะ

ผป.ท่านนี้เล่าให้ฟังเพื่อให้อยากจะบอกกับคนที่ยังไม่เป็นอะไร...
ให้ระวังเรื่องการกิน..การนอน...ที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ป้าก็ขอให้ผป.ท่านนี้ได้รับการดูแลอย่างดี...และได้สุขภาพฟื้นคืนกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มกราคม 14, 2011, 09:32:53 AM
ได้รับทราบมาว่า ผป.ท่านนี้มีอาการดีขึ้น
แข็งแรง ลุกขึ้นเดินเหินได้แล้ว
ขอให้ดีขึ้น ๆทุกวัน ๆ
มาทำหน้าที่คุณพ่อได้เหมือนเดิมนะค่ะ


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มกราคม 14, 2011, 09:39:41 AM
อาหารที่ช่วยในการต้านมะเร็ง เท่าที่มีผู้ป่วยบอกเล่าให้ฟัง
มี บร๊อคโคลี่,แครอท, มะเขือเทศ,ฟักทอง
ผักที่มีสีจัด ๆ เช่น เขียวเข้ม, เหลืองจัด ๆ หรือ แดงจัด ๆ
ที่สำคัญคือต้องปลอดสารพิษ
นำมาปรุงแบบไม่สลับซับซ้อน เช่น ต้ม หรือนึ่ง
ถ้าหากนำมาผัดก็ให้ใช้น้ำมันพืชที่มั่นใจว่าไม่ใส่สารอื่นเจือปน และใช้นิดหน่อย
ส่วนเครื่องปรุง ก็ใช้แต่น้อย
ที่เห็นในวัดคำประมง เขาใช้ซีอิ๊วขาว

ผลไม้ เห็นอยู่ก็มีกล้วยน้ำว้า...ฝรั่ง...
ของกินเล่น ๆ มีถั่ว..มันเทศที่เปลือกสีแดง ๆ

และของทั้งหมดนั้น ปลูกแบบปลอดสารพิษทั้งนั้น

คนที่ยังแข็งแรงดีก็ควรหามาทานบ้าง เพื่อรักษาสุขภาพไว้


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มกราคม 21, 2011, 07:16:43 PM
เมื่อวานนี้ได้พบผป.ท่านที่กล่าวถึง(ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม)
สุขภาพแข็งแรงขึ้นมาก เดินได้สะดวกขึ้น หน้าตาสดชื่น
มองแล้วไม่มีแววว่าเป็นผป.ที่ได้รับคีโมเลย

ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ

วันนี้ได้รับ fwมาจากเพื่อนแพทย์แผนไทยด้วยกันคนหนึ่ง เห็นว่ามีประโยชน์ดี
จึงขอนำมาฝากไว้ในหัวข้อนี้ ให้เพื่อน ๆได้อ่านกัน
หวังว่าคงจะมีประโยชน์ต่อสาธาณะมากขึ้น
เป็นความเห็นของนายแพทย์ท่านหนึ่งค่ะ
เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของเรา ๆท่าน ๆในทุกวันนี้ที่ควรระวัง


ไลฟ์สไตล์มรณะ" ทั้ง 14 ประการ จาก นพ.กฤษดา ศิรามพุช , พบ.(จุฬาฯ)

     เซลล์มะเร็ง เป็นคล้ายสัตว์กินเนื้อที่ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการแตกรากออกไปดูดกินสารอาหารจากในร่างกาย
จนทำให้ผ่ายผอมและกลายเป็นรังมะเร็งในที่สุด แต่ถ้าท่านยังไม่อยากสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในกาย
ประเภทสวนลอยแห่งมะเร็งไว้แข่งกับ บาบิโลน ก็ขอให้เลี่ยงวิถีที่จะเปลี่ยนกายให้เป็นแม่เหล็กดูดมะเร็งชั้นดี
 ขอให้เลี่ยงพฤติกรรมที่มะเร็งโปรดทั้งหลายต่อไปนี้ ครับ

1) นอนดึก  ทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา นอกจากนั้นยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่นได้
เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน
ด้วยว่าเมื่อนอนดึกแล้วมักจะหิวและต้องหาของขบเคี้ยว มากินแก้ปากว่างกัน

2) สูบบุหรี่และขี้เหล้า  ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก
แม้จะสูบซิการ์ซึ่งมีนิโคตินต่ำกว่าบุหรี่ก็ตามที หรือดื่มเหล้าแบบกลั่นอย่างดีของฝรั่ง
แต่ตัวมันเองก็สร้าง " สนิมมะเร็ง " ออกมาไม่น้อย ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็งครับ

3 ) เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง  ไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็ง
ที่จะใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่   มันจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเรา
จนแทบไม่เหลือเลือดอันสมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น  
ตัวเราจึงผอมเอาๆ  ตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไวไม่มีลิมิตชีวิตหดหู่แน่

4) แฝงด้วยเครียดจัด   จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็วราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น
 
5) ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย    ดังที่กล่าวไปว่า ถ้าภูมิดีก็มีพลังต้านมะเร็งได้ตั้งแต่ในเซลล์แรกที่อุตริเกิดขึ้นมา  
ด้วยตามปกติในกายเราก็มีเซลล์แบบมะเร็งนี้เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ทุกวัน

6) ปล่อยกายให้อ้วน  สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย
และไขมันตามตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย

7) ล้วนขาดวิตามิน  ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไป ก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา

8) กินของร้อนจัดไป  เช่น ซดชาร้อนหรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย
เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น

9) ทำให้คอเลสเตอรอลลดต่ำ  พบว่าถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดีครับ มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา
 
10) กลั้นปัสสาวะ  น้ำปัสสาวะเป็นของเสีย ยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบ  
ซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เรา ก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

11) ปะทะเค็มจัด   พบว่าสิ่งมีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวกเนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง
ที่นอกจากเค็มแล้ว ยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย

12) ประวัติมะเร็งในครอบครัว   มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ เช่น มะเร็งเต้านม , มะเร็งลำไส้ใหญ่  แต่ถ้าป้องกันไว้ดีๆ แล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้นมาครับ

13) ตัวตากแดดบ่อย  แสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจ จนเครื่องในรวนหมดครับ  เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง กลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

14) ไม่ค่อยช่วยใคร  ถ้าพูดให้ง่ายเข้า คือเห็นแก่ตัว และไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้ว
เรามักไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเองนัก และเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ " อยาก " อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ
หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี "สารสุข " หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้วครับ  

ด้วยวิถีแห่งการมี
 " ไลฟสไตล์มรณะ " ทั้ง 14 ประการ ดังที่ได้กล่าวไปก็จะทำให้ได้มะเร็งมาเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย  


ขอบคุณ ข้อมูลดี ๆ จาก....
 
นพ.กฤษดา ศิรามพุช , พบ.(จุฬาฯ)  

ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ  
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์  


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มกราคม 26, 2011, 01:04:50 PM
ในหนังสือ สมุนไพร 200 ชนิด ที่ได้เริ่มไว้ในห้องสมุนไพรไทย มีสมุนไพรอยู่ตัวหนึ่ง น่าสนใจ และเกี่ยวกันกับเรื่องมะเร็ง
จึงขอยกมาไว้ในห้องนี้ เพื่อที่ผู้สนใจในเรื่องนี้จะได้ศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง

นั่นคือ...แพงพวยฝรั่ง

สรรพคุณ ราก - แก้บิด ขับพยาธิ ใช้ห้ามเลือด รักษามะเร็งในเม็ดเลือด

วิธีใช้และปริมาณที่ใช้  ทั้งต้นแห้ง 15-30 กรัม ต้มน้ำดื่ม หรือใช้ต้นสดคั้นเอาน้ำดื่ม

ในที่นั้จะขอคัดลอก แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องมะเร็งนะค่ะ...ซึ่งอันที่จริงแพงพวยฝรั่งทั้งต้นสามารถใช้ทำยารักษาโรคได้หลายอย่าง

          มีรายงานผลการทดลองที่ประเทศแคนาดา เมื่อฉีด อัลคาลอยด์ ชนิดหนึ่งซึ่งสกัดได้จากแพงพวยฝรั่งเข้าทางหลอดเลือดดำ
สามารถลดปริมาณเม็ดเลือดขาวและกดการทำงานของไขกระดูกได้ แต่ต่อมาพบว่า อัลคาลอยด์ชนิดนี้ สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง ชนิด p1534
ในหนูถีบจักร ซึ่งเป้นตัวทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว จึงตั้งชื่อ อัลคาลอยด์ นี้ว่า Vinblastine หรือ VLB

          ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนำไปสู่การผลิต vinblastine เป็นการค้าในที่สุด หลังจากนั้นได้มีการค้นพบ vincristine หรือ VCR ซึ่งในปัจจุบันเป็นยาชนิดหนึ่งที่ใช้ในการบรรเทาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก และโดยปกติจะใช้ร่วมกับยาอื่น ๆ (Lewis และ Elvin Lewis,1977) ในการรักษาโรคต่าง ๆ เนื่องจาก vincristine มีฤทธิ์กดสมองส่วนท้ายไม่สูงนัก (Pratt และคณะ 1979)

          ในแพงพวยฝรั่ง สามารถพบอัลคาบอยด์ได้ในทุกส่วนของต้น ในปัจจุบันมีรายงานการค้นพบอัลคาลอยด์จากแพงพวยฝรั่งไม่น้อยกว่า 149 ชนิด

          ในบทสรุปกล่าวว่า ในจำนวน 149 ชนิดนี้ มีอัลคาลอยด์ที่สำคัญและใช้ในการบำบัดโรคสำคัญได้ดี คือ vincristine, vinblastine
ซึ่งใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็ง และเนื้องอกชนิดต่าง ๆ และ ajmalacine ซึ่งใช้เป็นยาลดความดันโลหิต

หากต้องการรายละเอียดมากกว่านี้ จดหมายน้อยมาขอได้ค่ะ


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มกราคม 26, 2011, 01:09:23 PM
(http://www.doctor.or.th/sites/default/files/330-015.jpg)

ขอบคุณภาพสวย ๆจากหนังสือหมอชาวบ้านค่ะ


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มกราคม 26, 2011, 01:10:37 PM
ไชโย... เอารูปมาลงให้ดูได้แล้ว.. :D :D ;D
แต่ ขอโทษนะ มันใหญ่จัง..ยังย่อไม่เป็น


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มกราคม 26, 2011, 01:13:14 PM
แพงพวยฝรั่ง เป็นไม้พุ่มบนบก ใช้เป็นผักไม่ได้ แต่ใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ ที่รู้จักกันทั่วโลก
แพงพวยฝรั่ง มีชื่ออังกฤษว่า MADAGASCA PERIWINKLE หรือ ROSE PERIWINKLE
ชื่อภาษาไทย คือ แพงพวยฝรั่ง แพงพวยบก พังพวยฝรั่ง พังพวยบก นมอินทร์ (สุราษฎร์ธานี) ผักปอดบก


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มกราคม 26, 2011, 01:17:09 PM
แพงพวยฝรั่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลกในฐานะไม้ดอก ไม้ประดับที่งดงาม ทนทาน ออกดอกตลอดปี ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด
ทนโรคแมลงได้ดี ปลูกง่าย โตเร็ว ปลูกเป็นไม้กระถางก็งดงามเช่นเดียวกับปลูกเป็นแปลงหรือตามริมทางเท้าในสวนสาธารณะ ฯลฯ
ทนแห้งแล้งได้ดี จัดเป็นไม้ดอกที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ตายยากที่สุดชนิดหนึ่ง ดอกแพงพวยฝรั่ง มีความงดงามแบบเรียบง่าย สดใส เป็นสากล
ดูไม่เบื่อง่าย เหมือนดอกไม้บางชนิดที่งามแบบฉูดฉาด หรือแปลกประหลาด

แพงพวยฝรั่งยังมีคุณสมบัติทางยารักษาโรคอีกด้วย เช่น โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง
เป็นพืชที่มีผู้ศึกษาคุณสมบัติในการรักษาโรคมะเร็งมากที่สุดชนิดหนึ่งในปัจจุบัน


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มกราคม 30, 2011, 09:36:48 PM
วันนี้พบน้องคนหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า น้องเขาไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในมดลูก มีเนื้องอกก้อนยังเล็ก ๆอยู่
ถามว่าแล้วรักษายังไง น้องเล่าให้ฟังว่า กินยาสมุนไพร ต้มไปหนึ่งหม้อแล้ว รู้สึกดีขึ้น (อาการเลือดออก ออกน้อยลง)
ถามว่า ตัวยาอะไรเป็นหลักที่หมอยาเขาจัดให้ ตอบว่า ตัวยาหลัก คือ ทองพันชั่ง ดอกบานไม่รู้โรย

จะลองไปค้นหารายละเอียดดูอีกทีว่า แต่ละตัวมีสรรพคุณอย่างไร จึงกินยั้งมะเร็งได้


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ กุมภาพันธ์ 04, 2011, 06:44:00 PM
ตั้งแต่ปีใหม่มานี้ พบผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งหลายราย
จนรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์การพัฒนาของโรคร้ายนี้ว่า แพร่กระจายเร็วมาก
พบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลง ๆทุกที
ล่าสุด อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ผู้ป่วยพูดเหมือนกัน ว่า อาการป่วยที่พวกเขาเป็นอยู่นั้น
เกิดจากการบริโภคอาหาร และการได้รับสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ
และนอกจากนั้น ก็จากการไม่จริงจังต่อการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาสุขภาพ
ที่ยังเป็นน้อย ๆ ปล่อยปละละเลยหรือ ผ่อนปรนให้ตนเอง
ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ
จนกระทั่งพัฒนาไปจนถึงขั้นร้ายแรง

จากการพูดคุยกับผู้ป่วย อาหารที่ผู้ป่วยรับประทานอยู่ก็มี อาหารประเภท ผัก และปลา เป็นหลัก
จะเลือกอาหารที่ย่อยง่าย ปรุงแต่งน้อย ที่สำคัญ คือปลอดสารพิษ ทั้งผัก ผลไม้
และเนื้อสัตว์ ก็เป็นสัตว์เลี้ยงแบบธรรมชาติ พื้นบ้าน แต่เลือกที่จะกินปลามากกว่า ไก่หรือหมู
ส่วนอาหารเสริมอื่น ๆ ก็เป็นประเภทวิตามิน ที่ได้รับจากผลไม้สีจัด ๆ เป็นส่วนใหญ่

นอกจากนั้น การไปพบแพทย์ตามเวลาที่แพทย์นัด เป็นสิ่งที่ต้องเคร่งครัด
และจำเป็นสำหรับผู้ที่เป็นโรคนี้

โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้.....ขอให้เคร่งครัดต่อตนเอง




หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2011, 08:43:07 PM
วันนี้จะขอพูดถึง โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
เพราะโรคนี้ เป็นกันมากขึ้น ในอัตราที่สูงขึ้นทุกปี
มาค้นดูว่าอะไรเป็นสาเหตุให้คนเป็นโรคนี้กันมาก
นี่เป็นคำสัมภาษณ์นายแพทย์ภาณุ ตัญจพัฒน์กุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ
จากการศึกษา เราพบว่าที่เป็นสาเหตุใหญ่เลยของการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ คือ เรื่องของการสูบบุหรี่นะครับ
ประมาณ 60% ของคนไข้ที่มีมะเร็งกระเพาะปัสสาวะจะมีประวัติสูบบุหรี่ด้วย แล้วก็ในคนที่เป็นมะเร็ง
เขาอาจจะมีการขับถ่ายสารที่เป็นพิษตัวนี้ มีการกำจัดได้ยาก มันกลายเป็นสารที่เป็นการก่อเกิดมะเร็ง
ซึ่งมันอาจจะไปอยู่ในตัวปัสสาวะของเรา ซึ่งมันก่อให้เกิดการสะสมการระคายเคืองทำให้มันเกิดเป็นตัวมะเร็งขึ้นมาได้
อีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยก็คือ คนที่มีประวัติครอบครัวด้วยนะครับ คนที่เป็นมะเร็ง


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ กุมภาพันธ์ 09, 2011, 09:41:47 AM
เมื่อก่อนนี้ จะพบว่า ใครเป็นมะเร็ง...ต้องตายทุกราย
มะเร็งเป็นโรคร้าย...รักษาไม่ได้
แต่...
จากการพบคนที่เป็นมะเร็งมาหลาย ๆคน
มีความเชื่อว่า มะเร็งรักษาได้...
ขอให้ผู้ป่วยมีสติ และยอมรับ ทำใจอยู่กับมัน

ปรับพฤติกรรมการอยู่ การกิน ก็เป็นการรักษาแล้ว 50 %
อีก 50 % ใช้วิทยาการทางการแพทย์เข้าช่วย
หากผู้ป่วยร่วมมือกับแพทย์อย่างดีแล้ว
รับรองค่ะว่าหายได้
พบผู้ป่วยหายมาหลายรายแล้ว
ขอแต่ให้มีความตั้งใจ...ปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง...
เดินแนวทางพุทธ....
อยู่อย่างมีสติ...ไม่ต้องตกใจ หรือกังวล
ทำใจให้สงบ...หรือจะฝึกสมาธิด้วยก็ยิ่งดี

อย่างไรก็ดี...ไม่เป็นดีกว่า...
เพราะมันเจ็บปวดและทรมานมาก...
มากขนาดที่ผู้ป่วยบอกว่า...พบแล้วคำว่าเจ็บเจียนตายเป็นอย่างไร
เป็นแล้วต้องทรมานกายและทรมานใจด้วย

สาธุ...สาธุ...ขออย่าให้ใครเป็นเลย


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ กุมภาพันธ์ 19, 2011, 04:08:20 PM
(http://img207.imageshack.us/img207/225/s9sc8.jpg)

เอาลักษณะต้นทองพันชั่งมาวางไว้ในห้องนี้ด้วย

สำหรับคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
หรือว่ากำลังเป็นในระยะเริ่มแรก
ปลูกไว้ข้าง ๆบ้าน แล้วเก็บใบสด ๆ หรือทั้ง 5 ส่วนของต้นทองพันชั่งมาต้มน้ำดื่มกิน
ก็จะเป็นทางช่วยได้อีกทางหนึ่ง

รายละเอียด กรุณาคลิกไปที่อีกห้องหนึ่งนะค่ะ


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ สิงหาคม 06, 2011, 10:32:48 PM
เมื่อ ข้าพเจ้าเป็นเด็ก จะเห็นแม่สาละวนกับการเจียวน้ำมันหมูทุกๆ ๗ วัน เพื่อใช้ผัดกับข้าวให้พวกเรา รับประทาน
น้ำมันหมูนี้มันเก็บได้ไม่นานเพราะไม่มีตู้เย็นเหมือนปัจจุบัน อีกทั้งการใช้ก็ตักทีละน้อย เพราะน้ำมันที่ผัดหรือทอดแล้วจะดำ
และเหม็นหืนง่าย แต่พอข้าพเจ้าเป็นวัยรุ่น บรรดานักวิชาการสุขภาพ ก็เริ่มประกาศความมีพิษภัยของน้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าว
โดยโฆษณาชุดแรกๆ ก็เน้นที่ความไม่เป็นไข (แข็งตัว) เมื่ออุณหภูมิเย็นตัวลง ของน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี เมื่อเทียบกับน้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าว
โดยโฆษณาเน้นเรื่อง คอเลสเตอรอล ให้คนดูตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพเรื่อง โรคหลอดเลือด และหัวใจ

จะด้วยความโง่หรืออ่อนต่อโลกก็มิทราบได้ ทั้งน้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าวมิได้จับตัวเป็นไขในร่างกายคน
เพราะอุณหภูมิสูงถึง ๓๗ องศาc (น้ำมันทั้ง ๒ ชนิดจะเป็นไขที่อุณหภูมิต่ำกว่า ๒๕ องศาเซลเซียส)
แต่ข้าพเจ้าก็เปลี่ยนน้ำมันทั้ง ๒ ชนิดที่เคี่ยวเองได้หันมากินน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี (Refined, Bleached, Deodorized)
ด้วยความเชื่อนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่ารู้จริง รู้ดี จึงกล้าแนะนำประชาชน


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ สิงหาคม 06, 2011, 10:34:59 PM
หลายสิบปีผ่านไป การตรวจเลือดหาปริมาณคอเลสเตอรอล ยังคงได้ตัวเลขสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากขึ้นทุกปี
ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าก็ไม่อ้วน หรือน้ำหนักเกินดัชนีมวลกาย และได้เลิกใช้น้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าวไปนานแล้ว
อีกทั้งร้านอาหารทุกแห่งไม่ว่าริมถนนหรือภัตตาคารก็ไม่มีใครทำน้ำมันใช้เอง อีกแล้ว

แม่ของข้าพเจ้าป่วยตายด้วยโรคมะเร็งเยื่อหุ้มหัวใจเมื่อ อายุ ๘๑ ปี แต่ข้าพเจ้ากลับป่วยด้วยอาการ ของโรคไต (nephrosis)
และมีอาการคล้ายกับเป็นแผลเบาหวานทั้งๆ ที่ น้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร ๘ ชั่วโมงเพียง ๙๐ หน่วย (mg./dl)
ดังนั้นแผลที่หายยากนั้นจึงเรียกว่า"โรคเส้นเลือดฝอยอักเสบเรื้อรัง"


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ สิงหาคม 06, 2011, 10:38:00 PM
ข้าพเจ้า โชคดีที่พบสาเหตุและยาแก้ แม้ว่าจะเป็นยาสมุนไพรที่กินยาก แต่ข้าพเจ้าก็หายได้เพราะความอดทน
เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ข้าพเจ้าเลิกกินอาหารที่ทอดด้วยน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีนาน ๑ ปี
ระดับคอเลสเตอรอล ก็ลดลงต่ำกว่า ๑๕๐ มก./ดล.(ค่าปกติ ๑๕๐-๒๐๐ มก./ดล.)
ทั้งๆ ที่ น้ำมันพืชทุกชนิดมักจะอ้างว่าไม่มี คอเลสเตอรอลก็ว่าได้

ข้าพเจ้า ได้ตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ข้าพเจ้าเป็นโรคไต แล้วค้นคว้าจนพบความจริงว่า
น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี นี้แหละเป็นต้นเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าป่วย เพราะกินน้ำมันนี้วันละ ๓ มื้อ
มากกว่าอาหาร หรือ ยาชนิดใดใด และ น้ำมันพืชฯนี้มันถูกเติมไฮโดรเจน (Hydrogenated)
ทำให้ทอดอาหารได้กรอบอร่อย ใช้ได้หลายครั้ง ไม่เหม็นหืน แต่ก็เป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง
เพราะโครงสร้างเคมีเปลี่ยนไปหลังผ่านกรรมวิธี

เมื่อกินเข้าไป ในร่างกาย กลายเป็นคราบทำให้ี่น้ำซึมผ่านไม่ได้
ไม่เหมือนอย่างน้ำมันมะพร้าวที่คั้นน้ำกะทิแล้วเคี่ยว จนเป็นน้ำมัน
แม้น้ำมันมะพร้าวจะมีสัดส่วนไขมันอิ่มตัวสูง แต่ก็ไม่เปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางเคมี
เพราะใช้ความร้อนสูง อีกทั้งยังละลายน้ำได้ จึงไม่เป็นคราบฝังแน่นในลำไส้และหน่วยไต


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ สิงหาคม 06, 2011, 10:41:41 PM
คนไทย ร้อยละ ๗๐ กำลังเป็นโรคอ้วน เพราะการบริโภคน้ำมันพืชฯ ค่าเฉลี่ยการบริโภคน้ำมันพืชฯ ต่อคนต่อเดือนสูงถึง ๑.๑ กก.
หรือประมาณ ๑ ลิตร นั้นหมายความว่ามีคนเมืองจำนวนมาก ที่กินน้ำมันพืช มากกว่า  ๑.๑ กก.
เพราะในชนบทห่างไกล คนไทยจำนวนหนึ่งมิได้ใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี แต่ใช้น้ำมันหมูบ้าง น้ำมันมะพร้าวบ้าง

ในราวต้น ปี ๒๕๕๐ บริษัทฟ้าสฟู้ด KFC ในต่างประเทศ ได้ประกาศเลิกใช้น้ำมันพืชที่เติมไฮโดรเจน
โดยไม่บอกเหตุผล จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่า เพราะเหตุใดธุรกิจจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสูตรการปรุงอาหาร
เพิ่มต้นทุนการผลิตของตนเอง ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงทางการตลาดและกำไรที่ลดน้อยลง

ทำไมน้ำมัน พืชผ่านกรรมวิธีจึงมีอันตรายสะสม?  
คำตอบก็คือ  การสกัดด้วยความร้อนทำให้เกิด การไหม้เกรียมและดำ
ทำให้ต้องใช้เคมี เช่น โซดาไฟ ฟอกขาว และการเติมไฮโดรเจนทำให้น้ำมันพืช เก็บไว้ได้นานโดยไม่เหม็นหืนง่าย
แต่ไฮโดรเจนก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี
ทำให้ น้ำมันพืชที่ไม่อิ่มตัว กลายเป็นน้ำมันพืชอิ่มตัว
และมีลักษณะหนืดเหนียว จับกุมเป็นก้อนแข็งในอุณหภูมิ ๓๖-๔๐ องศาเซลเซียส



ขอบคุณ ข้อมูลจาก fb งานคุ้มครองผู้บริโภค
ขอต่อในวันต่อไปนะค่ะ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
ขอบคุณผู้ติดตามอ่านค่ะ


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤษภาคม 01, 2012, 09:45:41 AM
วันนี้เป็นวันหยุด...สำหรับบางคน ...แต่ไม่ใช่เรา
เพราะเราจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นานนัก
ดังนั้น ทุกวัน ทุกเวลา จึงมีค่ามากนัก...
อยากทำอะไร ให้กับใคร ก็รีบ ๆทำ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง
แล้วมาบ่นเสียใจในภายหลัง

กระทู้นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกินยั้งมะเร็ง
ดังนั้นวันนี้ จะขอแนะนำ อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
ขอเริ่มด้วยผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ก่อนก็แล้วกันนะ
เพราะเวลานี้ดูแลผู้ป่วยด้านนี้อยู่

ขอบอกว่า อาหารสำหรับผู้ป่วยมีส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการรักษาด้วยแพทย์
ที่ใช้เคมีบำบัด หรือแพทย์ทางเลือกที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

มาเริ่มเมนูอาหารง่าย ๆกันก่อนดีกว่า

แกงจืดเห็ดหูหนูดำกับพุทราจีน

ส่วนผสม
     เห็ดหูหนูดำ     30 กรัม
     พุทราจีน        30 กรัม

วิธีทำ
นำเห็ดหูหนูดำแช่ในน้ำอุ่นให้นิ่ม ล้างให้สะอาด แล้วฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ
นำไปต้มกับพุทราจีนที่แกะเม็ดแล้ว ใส่นำ้พอประมาณ ต้มประมาณ ครึ่งชั่วโมง

ข้อแนะนำในการรับประทาน
ควรรับประทานทั้งน้ำและเนื้อ วันละ 1 ชุด

สรรพคุณ เสริมยิน บำรุงเลือด
เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ที่มีอุจจาระออกเป็นเลือด หรือแสบร้อน

อาการเลือดออกที่ลำไส้
เนื้องอกและมะเร็งในลำไส้ใหญ่บางชนิด พบว่าเกิดภาวะเลือดออกเป็นพัก ๆได้
อาจไม่พบว่าถ่ายเป็นเลือดสด ๆออกมาให้เห็น แต่เกิดเพียงเล็กน้อย
ซึ่งตรวจพบได้จากการตรวจอุจจาระ จึงเป็นที่มาของการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
ด้วยการตรวจหาเลือดในอุจจาระ จะพบได้ 24 เปอร็เซนต์ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

ที่มา: ศาสตราจารย์ หวัง เจิ้น กั๋ว แพทย์จีนผู้มีประสบการณ์รักษาโรคมะเร็งกว่า 25 ปี

ขอพักไว้ก่อนนะค่ะ
แล้วจะมาบอกเมนูอื่น ๆอีกค่ะ มีแต่อาหารที่น่ากินทั้งนั้น คนไม่ป่วยก็กินได้นะค่ะ ดีต่อสูขภาพ
เหมือนกับว่าป้องกันไว้ก่อนดีกว่ายังไงละค่ะ


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤษภาคม 02, 2012, 08:57:35 AM
เมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้...ต่อนะค่ะ

แกงจืดไส้หมูขู่เซิน

ส่วนผสม

     ขู่เซิน     20 กรัม
     พุทราจีน  20 กรัม
     ลูกกระวาน   10 กรัม
     ตังกุย  20 กรัม
     หัวผักกาด 250 กรัม
     ไส้หมู 250 กรัม
     ต้นหอม ขิง กระเทียม

วิธีทำ  ล้างเครื่องยาจีนให้สะอาด ห่อไว้ด้วยผ้าบาง 
       เตรียมต้มน้ำพอประมาณ ใส่ขิงบุบ กระเทียบบุบและห่อยาจีน
       ต้มกับไส้หมู พร้อมส่วนผสมอื่น ๆ เป็นเวลา 2 ชั่วโมง
       โรยต้นหอม เวลาตักรับประทาน

ข้อแนะนำ รับประทานวันละ 1 ชุด

สรรพคุณ เสริมชี่ เสริมเลือด ขับร้อน ถอนพิษ

ข้อควรระวัง ไส้หมูมีไขมันมาก ควรรับประทานแต่น้อย ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงควรหลีกเลี่ยง

ที่มา : ศ. หวัง เจิ้น กั๋ว
 


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤษภาคม 02, 2012, 09:09:43 AM
ควร...ไม่ควร....สำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้

ควรรับประทานผักและผลไม้สด ที่ย่อยง่าย อาทิเช่น ผักกาด แอปเปิ้ล แตงกวา เป็นต้น
เพื่อช่วยให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น

ควรลดปริมาณอาหารที่มีเส้นใยตามความเหมาะสม เนื่องจากระบบการย่อยอาหารเริ่มแปรปรวน
การได้รับอาหารที่มีเส้นใยมาก อาจทำให้แน่นท้อง ท้องอืด หากไม่มีอาการท้องอืด
ก็สามารถเพิ่มบริมาณได้เท่าที่ต้องการ โดยเฉพาะผักที่มีกลิ่นฉุน เช่นต้นหอม หัวหอมใหญ่
พวกนี้มีกำมะถันสูง หากมีอาการท้องอืด ควรหลีกเลี่ยง

บริโภคอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารบำรุงร่างกาย

ควรงด บุหรี่,สุรา และอาหารรสจัด เผ็ดร้อน


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤษภาคม 09, 2012, 07:52:10 PM
วันนี้ขอเสนอเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
 
แกงจืดตังกุยกับเนื้อหมู

ส่วนผสม ตังกุย และดอกไม้จีน อย่างละ 15 กรัม
           เนื้อหมูไม่ติดมัน เกลือและซอสปรุงรส

วิธีทำ  ล้างตังกุยและดอกไม้จีนให้สะอาดแล้วพักไว้ หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นเล็ก ๆ
        นำส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อต้มจนสุก ปรุงรสด้วยเกลือและซอส

ข้อแนะนำในการรับประทาน : รับประทานทั้งน้ำและเนื้อ

สรรพคุณ เสริมหยิน บำรุงเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่หลังจากทำเคมีบำบัดแล้ว มักจะมีร่างกายอ่อนแอ


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤษภาคม 09, 2012, 08:03:08 PM
เพิ่มอีก 1 เมนู สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว

โจ๊ก เทียนเหมินตง

ส่วนผสม เทียนเหมินตง 10 กรัม
          ข้าวเจ้า         50 กรัม
          น้ำตาลกรวดเล็กน้อย

วิธีทำ   นำเทียนเหมินตงที่บดแล้วใส่หม้อ เติมน้ำแล้วต้มจนเดือด เคี่ยวต่อไปอีกประมาณ 30 นาที จากนั้นกรองเอาแต่น้ำเตรียมไว้
         ข้าวเจ้าหุงสุกแล้ว นำไปต้มกับน้ำยาที่เตรีียมไว้ เติมน้ำตาลกรวด ต้มให้เดือดอีก 1-2 รอบ

ข้อแนะนำในการรับประทาน : ปริมาณข้างต้นสำหรับรับประทาน 1 วัน โดยแบ่งดเป็น 2 มื้อ  และรับประทานอย่างต่อเนื่อง 20-30 วัน

สรรพคุณ เสริมหยิน ช่วยให้ชุ่มปอด สร้างน้ำจิน บรรเทาอาการไอ เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่หยินพร่อง มีความร้อน ไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะ

หมายเหตุ เทียนเหมินตง เป็นยาจีนชนิดหนึ่ง หาซื้อได้ตามร้านขายยาจีน

อาหารเมนูนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยแข็งแรง ฟื้นตัวได้เร็ว


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤษภาคม 15, 2012, 12:00:07 PM
ขอบคุณสำหรับผู้สนใจเปิดเข้ามาเยี่ยมชม
อันที่จริงเมนูต่าง ๆเหล่านี้ ไม่ใช่ผู้ป่วยก็ทำมารับประทานได้เช่นกันนะค่ะ
ไม่ผิดกติกาใด ๆ เป็นการบำรุงร่างกาย

วันนี้ขอเสนอเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งรังไข่และมดลูกค่ะ

ไก่ดำตุ๋นเครื่องยาจีน

ส่วนผสม หวงฉี            30 กรัม
          หยวนหู                20 กรัม
          ไป๋จื่อ                  20 กรัม
          ฝูหลิง                  15 กรัม
          เซียนฮ้อเฉ่า            20 กรัม
          เก๋ากี้                   10 กรัม
          เห็ดหอมสด            500 กรัม
          ไก่ดำ                  500 กรัม
          เกลือ ขิง ต้นหอม กระเทียม


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤษภาคม 15, 2012, 12:13:54 PM
ต่อนะคะ
วิธีทำ นำเครื่องยาจีนทั้งหมดมาล้างให้สะอาดแล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง
       ตุ๋นเครื่องยาจีนพร้อมด้วยไก่ดำและเห็ดหอมสดขิงและกระเทียม นาน 2 ชั่วโมง
       ปรุงรสด้วยเกลือ โรยหน้าด้วยต้นหอมเมื่อตักรับประทาน
ข้อแนะนำ : ปริมาณข้างต้น สำหรับรับประทาน 1 วัน โดยแบ่งเป็น 2 มื้อ
สรรพคุณ เสริมชี่ ระงับปวด สำหรับผู้ป่วยมะเร็งรังไข่และมดลูก

ฝูหลิง มีสรรพคุณในการช่วยยกระดับสมรรถภาพในการจับกินสิ่งแปลกปลอมของแมคโครฟาจ
                          และช่วยเร่งการก่อตัวของอิมมูนโนโกลบุลิน


เก๋ากี้ มีสรรพคุณช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกัน ชะลอความชรา ลดไขมันในเลือด ปกป้องการทำงานของตับ
                         ป้องกันไขมันสะสมในตับ เพิ่มเม็ดเลือดขาว ขณะรับเคมีบำบัด และช่วยต้านอนุมูลอิสระ


ขอบคุณข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ หวัง เจิ้น กั๋ว แพทย์แผนจีนผู้มีประสบการณ์รักษาโรคมะเร็งกว่า 25 ปี


หัวข้อ: Re: รู้ทันเรื่องการรักษา...มะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ พฤศจิกายน 27, 2012, 11:32:08 AM
ข้อความดี ๆที่อยากให้เพื่อน ๆอ่านประดับความรู้คะ...
คัดลอกมาจาก fb


เรื่องจริงที่ หมอ ไม่ได้บอก......
(คีโม กับ มะเร็ง)


คีโมกับมะเร็งและการดำรงชีวิต ( ดีมากๆ) ช่วยกด Share ให้คนที่คุณรักด้วยครับ......

หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง
ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็ เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์

1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซล มะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน
จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล(1,000,000,000 เซล
เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว
มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้ เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ
จนถึง ระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น

2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก

4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็งมันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ
ซึ่งอาจเกิดจากยีนสิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต

5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหาร
รวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วย ให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ
และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลายเช่นตับ ไต หัวใจปอด ฯลฯ

8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะ ช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ
อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก

9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโม หรือการฉายรังสีมากเกินไป
ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตราย
จากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับ ซ้อนยิ่งขึ้น

10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ดื้อยาและยากต่อการทำลาย
การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย

11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็งคือ การไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว
อะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซล มะเร็ง

a. น้ำตาลคือ อาหารของมะเร็งการตัดน้ำตาล คือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็ง
สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น"" นิวตร้าสวีต"" "" อีควล"" "" สปูนฟูล "" ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน
ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่า คือน้ำผึ้ง มานูคา(จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย
แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้นเกลือสำเร็จรูป ก็ใช้สาร เคมีในการฟอกขาว
ควรหันไปเลือกใช้"" แบรก อมิโน"" หรือ เกลือทะเลแทน

b. นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดี
ในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลมะเร็งไม่ได้รับอาหาร

c. เซลมะเร็งเติบโต ได้ดี ในภาวะแดล้อมที่ เป็นกรด อาหารจำพวก เนื้อ จะสร้างสภาวะกรดขึ้น
ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทาน ปลา จะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทน เนื้อและหมู
ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่ สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่
ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง

d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด80% และน้ำ ผลไม้พืช จำพวกหัว เมล็ดถั่วเปลือกแข็ง และ
ผลไม้จำนวนเล็กน้อยจะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก20% อาจได้มาจากการทำอาหาร
ร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสด จะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน 1 นาที
เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดีให้พยายามดื่มน้ำผักสด
(ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่ว ที่มีหน่อหรือต้นอ่อน)และรับประทานผักสดดิบ2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่าย
ที่อุณหภูมิ140 องศาF (ประมาณ 4 องศา C)

e. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟน้ำชาและช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูงชาเขียว ถือเป็นทางเลือกที่ดี
และมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งน้ำดื่มให้ เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อ หลีกเลี่ยงท๊อกซิน
และโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรดให้หลีกเลี่ยง

12. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยากและต้องการ เอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อยเนื้อ
สัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น

13. ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือ การรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง
จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็ง
และช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น

14. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน (สารIP6 [inositol hexaphosphate หรือ phyti acid],
สาร Flor-essence, สารEssiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน, เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ)
เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้นสารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่า
ทำให้เกิดการตายลงของเซล หรือ กำหนดระยะเวลาการตายของเซล ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกาย
ในการกำจัดเซลที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป

15. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์ กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณการป้องกันเชิงรุก และ การคิดในเชิงบวก
จะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง.... ความ โกรธ การไม่รู้จักให้อภัยและความขมขื่นใจ
จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียด และมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรัก
และจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต

16. เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน
และการหายใจลึกๆจะช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซล การบำบัดด้วยอ๊อกซิเจน
ถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง

(กรุณาช่วย Forward ไปยังบุคคลที่คุณรัก และห่วงใย)
นี่คือเรื่องที่คุณควรส่งออกไปให้คนที่มีความสำคัญกับชีวิตคุณได้รับรู้รับทราบ

ข้อมูลนี้คุณ Hning Hn "ได้กรุณาให้เพิ่มเติมมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆครับ


หัวข้อ: Re: กินยั้งมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: duang ที่ มิถุนายน 20, 2016, 01:31:17 AM
มะเร็ง  ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว.  หากเราเข้าใจ. และตั้งรับกับมันได้อย่างดี. มีโอกาสหายได้คะ
ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยมะเร็งทุกท่าน
ยินดีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ การดูแล. รักษา