?กาแฟที่เราปลูกเป็นกาแฟอาราบีก้าคุณภาพดี มีความหอมและรสชาติที่กลมกล่อม โดยทั่วไปนั้นจะสามารถเก็บเกี่ยว
ได้ครั้งแรกภายหลังจากการปลูกราวสามปี โดยต้นหนึ่งจะให้ผลผลิตได้ปีละเกือบ 2 กิโลกรัม?

ขั้นตอนการผลิตกาแฟนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน และต้องการความพิถิพิถันเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้มา
ซึ่งเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพดีที่สุด พรมมินทร์ได้ถ่ายทอดเกร็ดความรู้จากประสบการณ์อันยาวนานของเขาว่า เราควรจะ
เก็บเกี่ยวเฉพาะเมล็ดกาแฟที่สุกจัดสีแดงเต็มที่เท่านั้น จึงจะได้กาแฟที่รสชาติดี โดยเมื่อเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟมาแล้ว
ก็ควรกระเทาะเปลือกออกด้วยเครื่องภายในวันรุ่งขึ้นเลย เพื่อไม่ให้เปลือกเน่าเสีย อันจะมีผลต่อรสชาติและความสวย
งามของเปลือกชั้นในหรือที่เรียกว่า ?กะลากาแฟ? ด้วย จากนั้นก็ให้แช่น้ำทิ้งไว้สองคืน เพื่อให้ล้างเมือกออกได้ง่าย
โดยต้องล้างให้เหลือแต่กะลากาแฟ แล้วจึงนำไปตากแดดเป็นขั้นตอนต่อไป ในการตากแดดนั้น ก็ต้องอาศัยความระมัด
ระวังอีกเช่นกัน เราไม่ควรตากกาแฟกับดินหรือคอกสัตว์ เนื่องจากเมล็ดกาแฟจะมีคุณสมบัติความไวในการดูดกลิ่น เมื่อ
นำกะลากาแฟมาตากแดดจนแห้งสนิท ราว 5-6 แดด ก็ให้นำไปเก็บไว้ในกระสอบ ซึ่งควรทิ้งระยะเวลาเก็บไว้อย่าง
น้อย 5 เดือนก่อนที่จะนำมาคั่ว แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 2 ปี เพราะจะทำให้คุณภาพเมล็ดกาแฟด้อยลง
พรมมินทร์อธิบายว่า การคั่วเมล็ดกาแฟนั้นต้องควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ ใช้ความร้อนประมาณ 120 องศาเซลเซียส
โดยทั่วไปอาจแบ่งเป็น 3 ระดับ ตามรสนิยมการดื่มกาแฟของผู้บริโภคปัจจุบัน เช่น การคั่วเมล็ดกาแฟแบบอ่อนให้ใช้
เวลานาน 40 นาที การคั่วแบบปานกลาง ให้ใช้เวลานาน 45 นาที และการคั่วแบบเข้มข้น ให้ใช้เวลานาน 50 นาที
เป็นต้น หลังจากคั่วเสร็จแล้ว ก็ให้นำมาร่อนคัดเมล็ดที่แตกหักออกอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะนำไปบรรจุหีบห่อ หรือถุงที่ป้อง
กันอากาศและความชื้น เพื่อรักษาคุณภาพ และกลิ่นหอมของกาแฟไว้ให้ยาวนานที่สุด ก่อนที่จะนำออกจำหน่ายถึง
มือคอกาแฟทั้งหลาย
ก่อนหน้านี้ พรมมินทร์เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านแม่กำปองมานานกว่า 12 ปี และถือเป็นแกนนำสำคัญในการส่ง
ผลิตภัณฑ์กาแฟเข้าในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของประเทศ จนได้รับการคัดสรรเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่ง
ผลิตภัณฑ์ระดับสองดาวที่ขึ้นชื่อนับตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งนั่นเอง ทำให้คนรู้จักกาแฟแม่กำปองกันมากขึ้น และเมื่อคนเริ่ม
เชื่อมั่นในด้านมาตรฐาน ก็ส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นตามลำดับ