บ้้านดวงจันทร์ 1
ธันวาคม 12, 2018, 06:54:49 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:       
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สรรพคุณสมุนไพรไทย  (อ่าน 46615 ครั้ง)
Rocky
Sr. Member
****
กระทู้: 292



ดูรายละเอียด
« ตอบ #60 เมื่อ: กันยายน 01, 2009, 10:39:57 PM »

หากใครได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวของสุขภาพคงจะพอได้ยินชื่อของสาร 3-MCPD กันบ้างสาร 3-MCPD หรือ 3-Monochloropropane-1,2-diol เป็นสารปนเปื้อนกลุ่ม Chloropropanols ซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตที่ใช้วิธีย่อยสลายโปรตีนของพืช เช่น ถั่วเหลือง ข้าวสาร ข้าวสาลี ถั่วลิสง โดยการใช้กรด เช่น กรดเกลือ (HCL) ที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นจะเกิดกระบวนการ คลอริเนชั่นของน้ำมันและไขมันที่เป็นส่วนประกอบที่มีอยู่ในพืช เช่น พบปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ( ซอสปรุงรสจากถั่วเหลือง ) ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตแบบ acid hydrolysis

สำหรับแหล่งอาหารอื่นๆ ที่อาจพบสาร 3-MCPD ปนเปื้อนได้แก่ ผลิตภัณฑ์ธัญพืชอบ, ข้าวบาเล่ย์คั่วสำหรับทำเบียร์(สีเข้ม) และอาหารบำรุงจากข้าวบาร์เล่ย์คั่ว  นอกจากนั้นยังพบในไส้กรอกหมัก ผลิตภัณฑ์จากไส้กรอกหมัก, อาหารที่สัมผัสกับภาชนะบรรจุชนิดที่ทำมาจากกระดาษ เช่น ซองกระดาษห่อใบชา และถุงกรองกาแฟ และปลอกหุ้มเซลลูโลส ที่มีส่วนผสมของยาง Epichlorohydrin-based wet strength

สำหรับซอสปรุงรสจากถั่วเหลืองที่เป็นโจทย์ของคอลัมน์ในวันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการบริโภค และผลิตส่วนใหญ่ในประเทศแถบตะวันออกไกล ซึ่งมีกรรมวิธีการผลิตด้วยกัน 2 วิธี คือ การผลิตโดยใช้วิธีการหมักแบบดั้งเดิม ซึ่งจะได้ซอสที่มีรสชาติดี  ส่วนวิธีที่สอง เป็นซอสจากถั่วเหลืองที่ผลิตโดยใช้วิธี ไฮโดรไลซ์โปรตีนในถั่วเหลืองด้วยกรด ซึ่งจะได้ซอสที่มีรสชาติด้อยกว่าการหมักแบบวิธีแรก

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ การผลิตซอสปรุงรสจากถั่วเหลืองโดยวิธีหลังนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้สาร 3-MCPD ปนเปื้อนในซอสถั่วเหลือง ได้

สำหรับอันตรายของสาร 3-MCPD นั้น หากร่างกายได้รับในขนาดที่เกิน 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน จะทำให้การเคลื่อนที่ของสเปิร์มลดลง แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าสาร 3-MCPD จะก่อให้เกิดมะเร็งในคน

เพื่อเป็นการคลายกังวลให้กับผู้ที่นิยมบริโภคเครื่องปรุงรสจำพวกซอสอยู่เป็นประจำ วันนี้สถาบันอาหารจึงสุ่มตัวอย่างซอสปรุงรสจากถั่วเหลืองที่นำเข้าจากต่างประเทศ มาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสาร 3-MCPD จำนวน 4 ตัวอย่าง ผลปรากฏว่าพบการปนเปื้อนอยู่ถึง 2 ตัวอย่าง แต่ยังไม่เกินมาตรฐานของไทยที่กำหนดไว้ ซึ่งตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขไทย กำหนดให้พบสาร 3-MCPD ปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ได้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ( ppm )

ทั้งนี้ มีคำแนะนำเล็กๆ ว่าวิธีการบริโภคซอสปรุงรสที่อยู่ในลักษณะเครื่องปรุงที่ไม่ให้เกิดอันตราย นั้น คือไม่ควรบริโภคในปริมาณมาก เป็นประจำทุกมื้อหรือทุกวัน ที่สำคัญควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะในอาหารเหล่านั้นจะมีสารบางชนิดที่ช่วยให้ร่างกายลดหรือต้านสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายได้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารต่อต้านสารพิษได้ ///

ผลการวิเคราะห์สาร 3-MCPD ในซอสปรุงรสจากถั่วเหลืองนำเข้า

บันทึกการเข้า

เมื่อกล้าหักหาญน้ำใจมิตรแท้ ก็จงยืดอกรับการสูญเสียที่จะตามมา
Mayom
Global Moderator
Jr. Member
*****
กระทู้: 69



ดูรายละเอียด
« ตอบ #61 เมื่อ: กันยายน 01, 2009, 10:59:03 PM »

 
  ขอบคุณผู้ให้ความรู้ทั้งหลายนะค๊าาา   ยิ้ม
 
  ตาสว่างขึ้นเยอะิเลย แล้วตอนนี้ที่ขยันโฆษณาอยู่ในจอทีวี ว่า เปปทีน-เปปไทด์ อะไรเนี่ย
  มันจะเกีี่ยวข้องกะถั่วเหลืองบ้างไหม  วานผู้รู้ตอบด้วยค่ะ
   
 
บันทึกการเข้า

...แม้ในน้ำเน่า ก็ยังเห็นเงาจันทร์...   
  ความสุข อยู่ที่การเลือกเสพ ยิ้ม
Mayom
Global Moderator
Jr. Member
*****
กระทู้: 69



ดูรายละเอียด
« ตอบ #62 เมื่อ: กันยายน 01, 2009, 11:03:50 PM »

เพิ่มเติมครับ  มะเขือเทศสีดา  งอกแล้ว  คงทันเก็บลูกไปกินบนดอย

ช่วงก่อนสิ้นปีนะะะะะะะะะะะะ



บนดอยไหนคะ?   อย่าลืมส่งข่าว จะตามไปกินมะเขือเทศสีดา(ซะด้วย)
ผสมกับน้ำพริกหมูสับ กลายเป็นน้ำพริกอ่อง กินก๊ะไข่เจียวของท่านน้าร็อค
ก็น่าจะอร่อยดีนะ ยิ้ม
บันทึกการเข้า

...แม้ในน้ำเน่า ก็ยังเห็นเงาจันทร์...   
  ความสุข อยู่ที่การเลือกเสพ ยิ้ม
duang
Sr. Member
****
กระทู้: 261



ดูรายละเอียด
« ตอบ #63 เมื่อ: กันยายน 01, 2009, 11:48:17 PM »

Rocky!...ขอบคุณมาก ที่นำความรู้ดี ๆมามอบให้แก่กัน
ฤดูกินเจปีนี้ ก็กินกันแต่พอดี ๆ กินอะไรก็ตามอย่ากินจนมากเกินไป อย่ากินจำเจ ต้องกินอาหารให้หลากหลายเข้าไว้
เพราะจะได้เป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับสารที่เป็นอันตราย

อันที่จริงถั่วเหลือง ก็คือธัญพืชชนิดหนึ่ง ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เหมือน ๆกับธัญพืชอื่น ๆ และที่ทุกคนรู้จากงานวิจัยต่าง ๆที่มักจะกล่าวถึงก็คือ ถั่วเหลืองมีฮอร์โมนเอสโตรเจน (เพศหญิง) อยู่มากพอที่จะกินถั่วเหลืองเพื่อเพิ่มฮอร์โมนนี้ได้ในผู้ที่ขาดและต้องการเพิ่ม แต่ก็มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่กล่าวว่าฮอร์โมนตัวนี้ ถ้าหากว่าสะสมในร่างกายมากเกินไป ก็จะกลายเป็นการช่วยเร่งให้เซลล์แบ่งตัวผิดปกติ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งขึ้นได้ ปกติการรับฮอร์โมนชนิดนี้ต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดว่าร่างกายต้องการเพิ่มในปริมาณเท่าใดและเพื่อความปลอดภัยก็ต้อง รับฮอร์โมนนี้ตามที่แพทย์สั่ง
ที่นี่คนที่กินถั่วเหลืองเป็นประจำ ก็คิดแต่ในเรื่องโปรตีนอย่างเดียว โดยไม่รู้ว่าได้รับฮอร์โมนชนิดนี้เข้าไปด้วย จึงเกิดการสะสมในร่างกายเกินความจำเป็น จึงกลายเป็นเรื่อง....
อันที่จริงเคยได้ยินเขาแนะนำว่าให้กินถั่วทุกชนิดสลับกัน อย่ากินอย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื่องนาน ๆ

ดังนั้น การที่เกิดอันตรายนั้น มักจะเกิดจากการบริโภคไม่ถูกวิธี แต่อันตรายที่เกิดจากการเก็บรักษาไม่ถูกวิธีตามที่ลุงกาจกล่าวถึงก็อาจเกิดได้ ดังนั้นจึงควรที่จะสังเกต หรือเลือกให้ดี เรียนรู้วิธีดู คงต้องอาศัยผู้รู้ท่านอื่นมาแนะนำ
บันทึกการเข้า

สั่งซื้อน้ำมังคุด และผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อความงามได้ที่ คุณสมศรี 081 440 7442 somsri12@gmail.com
Rocky
Sr. Member
****
กระทู้: 292



ดูรายละเอียด
« ตอบ #64 เมื่อ: กันยายน 03, 2009, 05:37:52 PM »

ดย ดร.ฉัตรชัย วัฒนาภิรมย์สกุล  ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์

ถั่วเหลืองขณะ นี้มีโฆษณา เรื่อง ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสายโปรตีนจากถั่วเหลือง (ซอยเปบไทด์) โหมกระหน่ำโฆษณากันทุกคืน..ทุกวัน ความถี่อาจเป็นรอง แพ้อยู่แค่การถ่ายทอดสด เรียลลีตี้โชว์ด่ารัฐบาลของ ASTV เท่านั้น ทำให้หลายคนตั้งคำถามขึ้นมากมายว่า ซอยเปปไทด์คืออะไร มันมีประโยชน์หรือไม่ คุ้มหรือเปล่าหากจะซื้อมาบริโภค เหล่านี้คือคำถามที่ทุกคนอยากรู้

เปปไทด์จากถั่วเหลืองเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพซึ่งสารเปปไทด์เหล่า นี้ช่วยป้องกันโรคต่างๆได้เช่นโรคหัวใจและหลอดเลือดมะเร็ง โรคอ้วน และโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันที่ทำงานมากเกินไป เปปไทด์จะถูกปล่อยออกจากโปรตีนโดยวิธีการย่อยภายในร่างกายหรือโดยกระบวนการ แปรรูปอาหาร และมีหลักฐานยืนยันว่าเปปไทด์เหล่านี้สามารถดูดซึมได้

ปกติถั่วเหลืองมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบประมาณ 40% ซึ่งสามารถใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์  ผลิตภัณฑ์น้ำมัน  นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งของวิตะมินอีและสเตียรอล โปรตีนจากถั่วเหลืองที่สำคัญได้แก่ เบต้าคอนกลัยซินิน และ กลัยซินิน ซึ่งมีประมาณ 65-80% จากถั่วเหลือง เป็นที่ทราบกันดีว่าถั่วเหลืองมีโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อ ร่างกาย จากข้อมูลระบาดวิทยาพบว่าประชากรที่รับประทานถั่วเหลืองในขนาดสูงเป็นประจำ พบอุบัติการณ์โรคมะเร็งต่ำและอัตราการตายเนื่องจากโรคมะเร็งน้อยกว่า ซึ่งข้อมูลนี้จะพบในคนตะวันตก องค์ประกอบจากถั่วเหลืองที่ชื่อว่าโบว์แมน เบิร์ก อินฮิบิเตอร์ สามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งในเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าคนเอเชียที่บริโภคถั่วเหลืองเยอะจะพบอุบัติการณ์การเกิดโรคหัวใจต่ำ โรคคอเลสเตอรอลสูงและโรคมะเร็งต่ำ จากกระบวนการย่อยโปรตีนด้วยเอนไซม์ หรือ กระบวนการหมักและไฮโดรไลซิสของโปรตีนถั่วเหลืองพบว่าจะได้สารเปปไทด์ที่ ประกอบด้วยกรดอะมิโน 2-9 ตัว  หรือ อาจมีถึง 20 หน่วยหรือมากกว่า เปปไทด์เหล่านี้สามารถออกฤทธิ์ควบคุมการทำงานของร่างกายคล้ายฮอร์โมน โปรตีนจากถั่วเหลืองหลังจากผ่านกระบวนการไฮโดรไลซิสจะพบว่าจะมีสารที่มี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สารต้านมะเร็ง สารลดความดันโลหิตสูงและเปปไทด์ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน

ฤทธิ์ทางชีวภาพของถั่วเหลือง

   1.

      ลดความดันโลหิต

      เปปไทด์จากถั่วเหลืองมีผลต่อแองจิโอเทนซิน คอนเวอร์ทติง เอนไซม์  พบว่าเปปไทด์หลายชนิดที่ได้จากการไฮโดรไลซ์โปรตีนมีฤทธิ์ยับยั้งแองจิโอเท นซิน คอนเวอร์ทติง เอนไซม์  เมื่อให้เปปไทด์ทางปากแก่หนูขาวพบว่าสามารถลดความดันในโลหิตของหนูได้ขนาด ที่ให้คือ 2 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักหนู พบว่าถั่วเหลืองที่ผ่านการหมักเป็นแหล่งของสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งแองจิโอเท นซิน คอนเวอร์ทติง เอนไซม์  พบว่าอาหารเอเชียหลายชนิดที่ผ่านการหมักมีสารที่มีฤทธิ์ดังกล่าวด้วย
   2.

      ลดปริมาณคอเลสเตอรอล

      พบว่าโปรตีนจากถั่วเหลือง มีผลต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด จากการศึกษาของซาการาพบว่า การรับประทานโปรตีนจากถั่วเหลือง อย่างน้อย 20 กรัม และ ไอโซฟลาโวนอย่างน้อย 80 มิลลิกรัม เป็นเวลา 5 สัปดาห์ พบว่าช่วยลดการเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในชายวัยกลางคน โปรตีนจากถั่วเหลืองแสดงให้เห็นว่ามีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลได้ การศึกษาของแวงพบว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองช่วยลดปริมาณการไหลเวียนของไตรกลีเซ อรไรด์และคอเลสเตอรอลในบุคคลที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูงในกระแสเลือดสูง นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ผลต่อการลดคอเลสเตอรอลพบว่าโปรตีนจากถั่วเหลือง สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลแอลดีแอล ชนิดที่มีขนาด 25.5 nM ได้ถึง 12.3%  และไปเพิ่มคอเลสเตอรอลแอลดีแอล ชนิดที่มีขนาด 26.0 nM ได้ 14.3% ซึ่งช่วยให้ลดสภาวะของการเกิดหลอดเลือดอุดตันได้
   3.

      ต้านอนุมูลอิสระ

      กรดอะมิโนหลายชนิดได้แก่ ไทโรซิน เมไทโอนีน ฮิสติดิน ไลซีน และ ทริบโทแฟน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาผลของเปปไทด์ที่ประกอบด้วยอย่างน้อย 2 ฮิสติดีน  หรือ 2  ไทโรซิน และ เปปไทด์ที่มี โปรลีน-ฮีสติดีน-ฮิสติดีน พบว่าเปปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ตัวที่มีปลายด้านคาร์บอนเป็น ทริบโทแฟน และ ไทโรซิน มีฤทธิ์ขจัดอนุมูลอิสระที่ดีแต่ฤทธิ์ในการขจัด เปอร์ออกซี่ไนไตรต์ไม่ดี พบว่าการย่อยสลายโปรตีนพบว่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอสระจะดีขึ้น การไฮโดรไลซ์ เบต้าคอนกลัยซินิน และ กลัยซินิน พบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเพิ่ม ประมาณ 3-5 เท่าความร้อนไม่ได้ลดฤทธิ์ของโปรตีน  พบว่าโปรลีน-ฮีสติดีน-ฮิสติดีนเป็นส่วนออกฤทธิ์ที่สำคัญ พบว่าเปปไทด์ที่มีฮิสติดีนเป็นองค์ประกอบสามารถแสดงฤทธิ์จับกับโลหะหนัก และขจัดออกซิเจนที่แอคทีฟ และขจัดอนุมูลอิสระของไฮดรอกซี พบว่าถั่วเหลืองที่ผ่านการหมักมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและป้องกันกระบวนการ เปลี่ยนแปลงยีนได้
   4.

      ฤทธิ์ต้านมะเร็ง

      เปปไทด์ลูนาซินมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และมีสารที่มีฤทธิ์เป็นคูนิท ทริปซิน อินฮิบิเตอร์ ยับยั้งมะเร็งรังไข่โดยการยับยั้งการทำงานของยูโรไคเนส ยังพบว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดย เพิ่มการทำงาน ของโซมาโตสเตติน มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งลำไส้ จากการย่อยเปปไทด์จากถั่วเหลืองและทำการแยกพบว่าบางแฟรคชั่นมีพิษต่อเซลล์ mouse monocyte macrophage ด้วย IC50 = 0.16 mg/ml ในหลอดทดลอง และในขนาด 1 mg/mL ยับยั้งการแบ่งเซลล์ในช่วงG2/M phase จากการแยกเปปไทด์ด้วย C18 -PLC พบว่า มีเปปไทด์ขนาด 1157 Da (ที่ประกอบด้วย x-เมทไธโอนีน-ลูซีน-โปรลีน-เซอรีน-ไทโรซีน-เซอรีน-โปรลีน-ไทโรซีน)

      ลูนาซิน เป็นเปปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 43 ตัว พบว่าสามารถยับยั้งกระบวนการก่อมะเร็งในเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เกิด จากสารก่อมะเร็งหรือยีนก่อมะเร็งจากไวรัส จากการศึกษาในสัตว์ที่เป็นมะเร็งผิวหนังพบว่าการทาด้วยลูนาซินช่วยลดการเกิด มะเร็งผิวหนัง ลูนาซินยังสามารถพบในข้าวบาร์เล่ย์ จากการศึกษาในสัตว์ทดลอง (หนู) พบว่าลูนาซินสามารถดูดซึมได้และไม่ถูกทำลายโดยเอนไซม์โปตีเอส เพราะในถั่วเหลืองมีสารต้านการทำงานของเอนไซม์ย่อยโปรตีน

โดยสรุปถั่วเหลืองเป็นแหล่งที่ดีของเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ และหลายชนิดเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และหากมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงประโยชน์และการทำงานของเปปไทด์ในสิ่งมีชีวิต เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น จากการค้นพบฤทธิ์ป้องกันมะเร็งของลูนาซิน ทำให้ถั่วเหลืองหรือพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆน่าจะมีประโยชน์ในการป้องกัน โรคอย่างเช่นโรคมะเร็ง หรือ โรคเรื้อรังอื่นๆข้างต้นอย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาของประโยชน์จากเปปไทด์ ถั่วเหลืองเพิ่มเติมโดยการศึกษาในคนเพื่อพิสูจน์ถึงประโยชน์และความสำคัญของ เปปไทด์จากถั่วเหลือง

หากพูดในแง่การคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว พบว่าซอยเปปไทด์และมีประโยชน์ต่อร่างกายแน่นอน แต่เราสามารถได้รับเปปไทด์จากผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองหลากหลายชนิด เช่น น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ยี้ หรืออื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องตามโฆษณาที่กำลังโหมกระหน่ำเพื่อมุ่งหวังการค้ากำไรในเชิงตลาด จากผู้บริโภคที่รักสุขภาพ
บันทึกการเข้า

เมื่อกล้าหักหาญน้ำใจมิตรแท้ ก็จงยืดอกรับการสูญเสียที่จะตามมา
Rocky
Sr. Member
****
กระทู้: 292



ดูรายละเอียด
« ตอบ #65 เมื่อ: กันยายน 03, 2009, 05:54:17 PM »

กินอาหารให้ครบห้าหมู่ ในสัดส่วนพอเหมาะทั้งสามมื้อ ช่วยตุนสารอะมิโนสำหรับสร้างสื่อประสาทให้พร้อม (ภาพจากinstablogsimages.com)

นักโภชนาการ จุฬาฯ ระบุกินอาหารครบ 3มื้อในสัดส่วนพอเหมาะ ก็ให้ "เปปไทด์" ไปย่อยเป็น "กรดอะมิโน"สร้างสารสื่อประสาท ด้านนักวิชาการสิ่งทอแจง "ชุดนาโน"กระชับสัดส่วนด้วยสารให้รังสีอินฟราเรด เป็นแนวคิดที่เป็นไปได้แต่ยากจะทอเส้นใยผ้าให้แข็งแรง และเพิ่มความร้อนในระดับที่ลดไขมันได้
     
       หลังจากโฆษณาเครื่องดื่ม "ซอยเปปไทด์”โปรตีนจากถั่วเหลืองโลดแล่นอยู่บนจอทีวีมาได้ระยะหนึ่งแล้วทาง ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)ได้จัดเวทีเสวนาคุยกันฉันวิทย์ เรื่อง "วิทยาศาสตร์กับการโฆษณาสินค้า”เมื่อวันที่ 26 พ.ย.51 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
     
       ผศ.ดร.รมณี สงวนดีกุล หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยากรที่ร่วมวงเสวนากล่าวว่า เปป ไทด์ (peptide) คือโปรตีนที่ย่อยแล้ว ซึ่งสุดท้ายจะย่อยเป็นกรดอะมิโนโดยแหล่งของโปรตีนมีอยู่หลายแหล่ง อาทิ นม ถั่วเหลือง เป็นต้นโดยแต่ละแหล่งโปรตีนให้กรดอะมิโนที่ต่างชนิดกัน
     
       “ในแง่โภชนาการสุดท้าย โปรตีนจะย่อยไปเป็นกรดอะมิโน ซึ่งร่างกายดูดซึมได้แน่ๆ และเป็นรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้สร้างโปรตีนอื่นๆ แต่ ก็มีได-เปปไทด์ (di-peptide) ซึ่งเป็นกรดอะมิโน 2 ตัว และไตร-เปปไทด์(tri-peptide) ที่มีช่องทางในการดูดซึมเข้าไปได้ จากอาหารที่เรารับประทานถ้ารับประทานอย่างครบถ้วนเหมาะสมทั้งสามมื้อ ไม่เว้นมื้อนานเกินไปเราก็น่าจะมีสารอะมิโนไว้เตรียมพร้อมและอาหารฟังก์ชัน ก็อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น" ผศ.ดร.รมณี
     
       อย่างไรก็ดี นักโภชนาการจากจุฬาฯ ระบุว่าสารเปปไทด์จากโปรตีนถั่วเหลืองที่วางจำหน่ายนั้นคงไม่ก่อให้เกิด อันตรายต่อสุขภาพ แต่น่าจะเป็นทางเลือกในเรื่องอาหารเสริมมากกว่าซึ่งถ้าจำเป็นก็ใช้เป็นทาง เลือกได้และคงไม่ใช่รับประทานแล้วจะสมองดีตลอดเวลาและผู้บริโภคเองก็ต้อง พิจารณาว่าสิ่งที่ได้รับคุ้มกับราคาหรือไม่พร้อมกล่าวด้วยว่าเครื่องปรุง อาหารไทยๆ หลายชนิดก็มีเปปไทด์อยู่เหมือนกันอาทิ ซีอิ๊ว น้ำปลา ถั่วเน่า หรือสมุนไพรบางชนิด เป็นต้น
     
       ทางด้าน ภญ.ยุวดี พัฒนวงศ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมเครื่องมือแพทย์สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ได้กล่าวถึงการลงโทษการโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าที่เข้าข่ายเป็นเครื่องมือ แพทย์ซึ่งปัจจุบันมีพระราชบัญญัติที่มีบทลงโทษรุนแรงขึ้นจากเดิมที่มีการ โฆษณาเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้อนุญาตจะถูกปรับ 1 หมื่นบาทเพิ่มเป็นปรับ 5 หมื่นบาท และโทษจำคุกอีก 6 เดือน หรือทั้งจำและปรับอีกทั้งยังมีบทลงโทษสำหรับโฆษณาเกินจริงหรือทำให้เข้าใจ สาระสำคัญของเครื่องมือแพทย์ผิดไป โดยจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
     
       ทั้งนี้ทางกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ได้จ้างบริษัทให้อัดเทปและตัดโฆษณาที่ เข้าข่ายทำผิดพระราชบัญญัติ โดยมีความร่วมมืกับกองอื่นๆ ในสำนักงาน อย.ด้วย แต่ภญ.ยุวดีบอกว่ายังเปิดให้ประชาชนร่วมกันเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสผู้กระทำ ผิดได้ที่สายด่วน1556 หรือเว็บไซต์ http://www.fda.moph.go.thโดย ผู้ที่เก็บหลักฐาน เช่น เอกสารโฆษณา เทปอัดคำพูดโฆษณา เป็นต้นแล้วเมื่อเจ้าหน้าที่พิสูจน์ว่ามีการโฆษณาเกินจริงผู้แจ้งเบาะแสจะ ได้สินบนนำจับ 15% ของค่าปรับและกรณีที่มีการโฆษณาหลายสื่อ ก็ถือเป็นความผิดหลายคดีซึ่งค่าปรับก็จะคูณตามจำนวนสื่อและช่วงเวลา และกว่า 50%ของผู้แจ้งเบาะแสแก่ อย.คือคู่แข่งทางธุรกิจ
     
       พร้อมกันนี้ในเวทีเสวนาที่ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ ยังได้พูดถึง"ชุดกระชับสัดส่วนนาโน-อินฟราเรด”ที่มีการโฆษณาว่าใส่สารระดับ นาโนเพื่อให้เนื้อผ้าสามารถปล่อยรังสีอินฟราเรดได้ เพื่อช่วยสลายไขมันและกระชับสัดส่วน ซึ่ง ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยี สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่าเป็นไปได้ที่จะผลิตสิงทอซึ่งให้รังสีอินฟราเรดแต่เท่าที่มีข้อมูล นั้นมีผู้ผลิตสิ่งทอที่ทำให้อุรหภูมิเพิ่มขึ้น 0.9องศาเซลเซียสซึ่งผู้บริโภคต้องพิจารณาเองว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นระดับ นี้เพียงพอที่จะสลายไขมันได้หรือไม่
     
       ดร.ชาญชัยกล่าวอีกว่า หากจะผลิตสิ่งทอที่ให้ผลในการสลายไขมันต้องทำให้เนื้อผ้าสามารถเพิ่ม อุณหภูมิได้ในระดับห้องอบซาวน่าซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อใส่อนุภาคนาโนลงไปใน กระบวนการผลิตเส้นใยจะทำให้เส้นใยผ้ามีความแข็งแรงลดลง ขาดง่าย อย่างไรก็ดีเขากล่าวว่าไม่อยากโจมแนวคิดในการพัฒนาสินค้าซึ่งจะทำให้ไม่มี ใครกล้าเสนอแนวคิดใหม่ๆ
     
       “ไม่อยากมองด้านลบอย่างเดียวเพราะต่อต้านไปแล้วจะไม่มีใครกล้าออกแนวคิดใหม่ แต่ผู้ผลิตก็ต้องมีระบบรับรองว่าสินค้าได้มาตรฐานแค่ไหนอย่างไต้หวันก็จะมี ห้องปฏิบัติการรับรอง ซึ่งจากที่มีข้อมูลเขาก็ให้ข้อมูลแค่ว่าชุดอินฟราเรดของช่วยเพิ่มอุณหภูมิ แค่ 1 องศาเซลเซียสแล้วผู้บริโภคก็ต้องพิจารณาว่าจะช่วยได้หรือไม่ ซึ่งแฟร์และสินค้าอยู่ได้ยาว" ดร.ชาญชัยกล่าวพร้อมเผยด้วยสินค้าหลายอย่างที่นำเข้าจากต่างประเทศ ถูกนำมาโฆษณาจนเกินจริง
     
       ทางด้าน ผศ.ดร.รมณี และ ภญ.ยุวดี เสริมว่าวิธีที่จะกระชับสัดส่วนและลดไขมันที่ดีสุดคือการออกกำลังและควบคุม อาหารโดย ภญ.ยุวดีได้ยกตัวอย่างรุ่นน้องในที่ทำงานซึ่งมีรูปร่างดีว่าเขาออกกำลังกาย ด้วยการซิท-อัพวันละ 200 ครั้งจึงทำให้รักษารูปร่างที่ดีไว้ได้
บันทึกการเข้า

เมื่อกล้าหักหาญน้ำใจมิตรแท้ ก็จงยืดอกรับการสูญเสียที่จะตามมา
pukaotong
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 168



ดูรายละเอียด
« ตอบ #66 เมื่อ: กันยายน 12, 2009, 09:51:07 PM »

วันนี้เข้ามาดึกหน่อย  เพราะมัวแต่ต้มซุบแซบๆๆ

ก็คล้ายๆกับซุปหางวัวนะครับ  แต่ใสปีกไก่แทน

หนักมะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง  เครืองเทศ

ปรุงกลิ่น รส ด้วยหอมเจียว พริกสับ มะนาว  พริกไทย

ก็เลยนึกถึงป้าดวงที่เคยบอกว่ากินมะเขือเทศบดทุกวัน

จะเป็นประโยชน์ต่อ.......อะไรจำไม่ได้แล้วครับ

และก็นึกถึงน้องมะยมที่แจกเมล็ดมะเขือเทศสีดา

แต่เสียดายยังไม่มีลูก  เลยต้องไปซื้อเขากินก่อน

รออีกหน่อย  คงมีสวนมะเขือเทศเป็นของตัวเอง



เอามายั่วน้ำลายกันหน่อยยยยยยยยยยยยย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 12, 2009, 09:58:05 PM โดย pukaotong » บันทึกการเข้า
Rocky
Sr. Member
****
กระทู้: 292



ดูรายละเอียด
« ตอบ #67 เมื่อ: กันยายน 13, 2009, 09:14:13 PM »

ลุงหมื่น ...ไปต้มที่ภูแวนะ
อย่าลืมไข่เจียว หมื่นภูเขาทอง ด้วย
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
วางแผนได้แล้วลุง เดือนนึงเดือนนึงเร็วจะตาย
นะลุงนะ พิสูจน์หน่อยเอารูปมาโชว์ยั่วน้ำลาย แต่ใครจะรู้ รสชาด
แน่จริงจัดมา
บันทึกการเข้า

เมื่อกล้าหักหาญน้ำใจมิตรแท้ ก็จงยืดอกรับการสูญเสียที่จะตามมา
duang
Sr. Member
****
กระทู้: 261



ดูรายละเอียด
« ตอบ #68 เมื่อ: กันยายน 14, 2009, 04:45:41 PM »

มีคนฝากข้อความนี้มาให้ช่วยบอกต่อ ๆกัน

พืชผักที่กินเป็นอาหารประจำวันนั้นนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังมีสรรพคุณช่วยสร้างความสมดุลภายในร่างกายช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่างๆได้ถ้าได้เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกกินให้เหมาะกับตนเอง โดยเฉพาะพืชสมุนไพรไทยนั้นนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นภูมิปัญ ญาชาวบ้านในท้องถิ่นอันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน ไทยขอให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติที่จ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของ เราไปเป็นของตนทุกวิถีทาง ดังนั้นอนุชนรุ่นหลังจึงควรที่จะได้นำมาศึกษา ค้นคว้า และคิดค้นตามแนวทางที่บรรพบุรุษของเราท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้เพื่อนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ในด้านโภชนาการของคนไทยต่อไป.

ช่วยๆ กัน กิน...ช่วยกันรักษาภูมิปัญญาไทยของเราไว้
บันทึกการเข้า

สั่งซื้อน้ำมังคุด และผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อความงามได้ที่ คุณสมศรี 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Sr. Member
****
กระทู้: 261



ดูรายละเอียด
« ตอบ #69 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2009, 12:22:04 PM »

เมื่อวานนี้มีเวลาว่างพอที่จะหยิบหนังสือเก่า ๆมาเปิดดู...
พบหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับผู้หญิง...ผู้หญิง...
พลิกไปพลิกมา..เจอบทความหนึ่งให้ความรู้เรื่องเกี่ยกับสิว
คำว่า "สิว" นี่เป็นตัวร้ายที่ผู้หญิงทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง
แต่รู้ไม๊...เขามีการทำวิจัยในต่างประเทศ...จำชื่อประเทศไม่ได้แล้ว
ว่า ตั้งแต่สาว ๆในประเทศเขาเริ่มรู้จักกินขนมปัง...ก็ปรากฎว่า
เรื่อง"สิว"ในหมุ่สาว ๆก็เป็นกันมากขึ้น จึงมีการทำวิจัยสารในขนมปัง
แล้วผลการวิจัยก็สรุปได้ว่าสารในขนมปังนั่นเองที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิวมากขึ้น

สาวหน้อย..สาวใหญ่ที่รัก...หันมากินอาหารแบบไทย ๆเราเถอะ...จะได้มีผิวพรรณที่สวยงาม
แบบสาวไทย ๆ อย่าไปหัดกินอาหารที่ร่างกายเราไม่คุ้นเคยมาตั้งแต่เกิด
บันทึกการเข้า

สั่งซื้อน้ำมังคุด และผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อความงามได้ที่ คุณสมศรี 081 440 7442 somsri12@gmail.com
duang
Sr. Member
****
กระทู้: 261



ดูรายละเอียด
« ตอบ #70 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2009, 11:28:26 PM »

วันก่อนได้ฟังวิทยุจุฬา ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับกวาวเครือขาว ที่มีมากในประเทศไทย และคนไทยรู้จักใช้มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย
แต่โดนต่างชาติมาทำงานวิจัยบ้านเรา เอาไปจดลิขสิทธิ์เป็นของตัวเองในต่างประเทศเสียฉิบ ผู้รับผิดชอบประเทศเรามัวทำอะไรอยู่
ตื่นหรือยังไม่รู้ ยังมีสมุนไพรอีกมากมายนะ ช่วย ๆกันรักษาไว้หน่อย

วันนี้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พบข้อความที่มีคนเสนอว่า ให้ควบคุมเรื่องการเพาะพันธุพืช การเพาะเลี้ยงสัตว์ และมีอีกอย่างจำไม่ได้แล้ว ก็เห็นด้วยนะ เพราะพืชและสัตว์บางชนิดในประเทศไทย ต่างประเทศกำลังจับตามองว่า เป็นพืชและสัตว์เศรษฐกิจ เช่นข้าว, ทุเรียน, ลำใย ,มังคุด แลอื่น ๆอีกหลายชนิด ระวังเขามาทำงานวิจัยบ้านเรา ดัดแปลงจนสามารถนำไปปลูกบ้านเขาได้ ทีนี้ละก็เกษตรกรบ้านเราขายไม่ออกแน่ ไม่ล้อมคอกก่อนวัวหาย
บันทึกการเข้า

สั่งซื้อน้ำมังคุด และผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อความงามได้ที่ คุณสมศรี 081 440 7442 somsri12@gmail.com
admin
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 142



ดูรายละเอียด
« ตอบ #71 เมื่อ: มกราคม 19, 2011, 04:00:04 PM »

อ่านต่อที่นี่
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!