บ้้านดวงจันทร์ 1
มกราคม 23, 2019, 03:22:14 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:       
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ป่าในความคิดของคนแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน  (อ่าน 18976 ครั้ง)
admin
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 142



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2009, 06:57:55 PM »

กลางป่า ใหญ่ อุดมสมบูรณ์ ลำ ธารใส ธรรมชาติ สะอาดบริสุทธิ์
มี ผู้ คนประพฤติดี ใช้ ชีวิตเรียบง่าย ปกติงดงาม ใน จิตใจ สังคมสงบสุข พึ่งตนเอง ได้ อย่างสมบูรณ์
แดนสวรรค์ ใน อุดมคติที่ เรา เคยใฝ่ฝัน ซ่อนตัว ใน ป่าลึก
ส่วน ดินแดนที่ เราประสบ ใน เมืองทุกวันนี้ช่างห่าง ไกล กัน เสียเหลือเกิน
ไม่ ใช่ ห่าง ไกล เพียงระยะทาง หากยิ่งห่าง ไกล ด้วย ธรรม
บันทึกการเข้า
admin
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 142



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 05, 2009, 07:11:32 PM »

ป่าในความคิดของคนแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน

ในทัศนะนักวิชาการทางการเกษตร ป่าอาจหมายถึง ความหลากหลายทางพันธุกรรม ประกอบด้วยพืช และสัตว์นานาชนิด
     ในทัศนะนักอนุรักษ์ ป่าอาจหมายถึง สถานที่ไร้ผู้คน มีเพียงพืชและสัตว์เป็นอยู่ตามธรรมชาติ
     
ในทัศนะพ่อค้า ป่าอาจหมายถึง วัตถุดิบที่เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ มีต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก ที่ควรนำมาใช้ให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ
     
กับชาวกะเหรี่ยงที่อยู่กับป่าแล้ว ป่าคือบ้านคือสิ่งที่ชาวกะเหรี่ยงต้องอยู่ร่วมด้วยตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ตั้งแต่บรรพบุรุษถึงชนรุ่นหลัง
     หากไม่อยู่กับป่าก็ไม่ใช่กะเหรี่ยง
     
คนส่วนมากชอบธรรมชาติ เห็นว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดี ที่เหมาะสมและควรแก่การดำรงชีพ
     ธรรมชาติคือความบริสุทธิ์ ความงดงามและความสุข ที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องเสริมแต่ง
     ป่าคือธรรมชาติที่บริสุทธิ์สมบูรณ์งดงาม หลายคนชอบป่า ชอบธรรมชาติ ชอบที่จะดู ชอบที่จะเที่ยว หรือชอบที่จะไปอยู่เป็นครั้งคราว
     
น้อยคนที่เห็นป่าเป็นบ้าน เห็นธรรมชาติเป็นที่อยู่อาศัย
     เห็นว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่ควรอยู่ร่วมกับธรรมชาติ คืออยู่ร่วมกับป่า
     คนส่วนมากแม้รักธรรมชาติ รักป่า แต่ความเป็นอยู่กลับห่างไกลจากธรรมชาติ และป่า ทั้งไม่อาจอยู่ร่วมกับป่าได้
     
มีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เห็นว่าคนกับป่าอยู่ร่วมกันไม่ได้ หากอยู่ร่วมกันคนต้องทำลายป่า
บันทึกการเข้า
admin
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 142



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 05, 2009, 07:28:40 PM »

ดังนั้นจึงมีกฎหมายกำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่า เขตอุทยานแห่งชาติ ที่ห้ามผู้คนเข้าก่อนได้รับอนุญาต และห้ามไม่ให้ใครอาศัยอยู่ในเขตป่า
     เป็นความพยายามแบ่งแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ
     
"เป็นปกาเกอะญอต้องอยู่กับป่า" ลุงตาฉี้บอกและกล่าวต่อว่า "เราอยู่กันมาเป็นร้อยเป็นพันปี ป่ารอบ ๆ หมู่บ้านของเราก็สมบูรณ์ สัตว์ป่าก็ยังมีอยู่ เราอยู่กันอย่างธรรมชาติ แล้วจะไปทำลายธรรมชาติได้อย่างไร"
     
"ถ้ามาอยู่กับธรรมชาติก็จะเข้าใจธรรมชาติ" ครูโจ่เสริม "คนที่ไม่เข้าใจธรรมชาติ จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติไม่ได้ เพราะมีแต่ทำลายธรรมชาติ พวกที่อยู่ในเมืองย่อมไม่รู้หรอกว่า กะเหรี่ยงอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างไร"
 
     ผู้ที่อยู่กับป่าจะเข้าใจธรรมชาติในป่า
     เสียงนกแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน
     นกชนิดเดียวกันที่เป็นตัวผู้กับตัวเมีย เสียงก็ไม่เหมือนกัน นกตัวเดียวกันร้องในแต่ละเหตุการณ์ก็ไม่เหมือนกัน
     ต้นไม้บางต้นตัดไม่ได้เลย เพราะเป็นต้นไม้อุ้มน้ำ ช่วยรักษาธารน้ำ กอไผ่หนึ่งกอ อาจตัดได้ไม่กี่ลำ หรือทั้งกอยังไม่มีลำที่ควรตัดเลย
     เพราะใช้และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์จนปัจจุบัน
     
ปกาเกอะญอไม่เคยปลูกป่า แต่มีป่าอยู่รอบหมู่บ้าน แม้ในหมู่บ้านก็ไม่แตกต่างจากป่าเท่าใดนัก
     
พื้นดินว่างเปล่านั้น หากปล่อยไว้โดยไม่จัดการอย่างใด ไม่นานหญ้าจะขึ้น ดินเริ่มปรับปรุงคุณภาพ นก และสัตว์ต่าง ๆ นำเมล็ดพันธุ์พืชมาปลูกเองตามธรรมชาติ ธรรมชาติจะคัดต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงให้เติบโต ไม่กี่ปีจะกลายเป็นป่า ที่หลากหลายพืชพรรณและสัตว์นานาชนิด ไม่ต้องปลูก ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องดูแล ก็สามารถเกิดป่าสมบูรณ์ได้ ในระยะเวลาไม่กี่ปี ขอเพียงมนุษย์อย่าเข้าไปจัดการ

บันทึกการเข้า
admin
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 142



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 05, 2009, 07:30:36 PM »

มาดูการปลูกป่าของคนเมืองบ้าง

มีธุรกิจการขายพันธุ์กล้าไม้ ยิ่งหากเป็นกล้าไม้ยูคาลิปตัสด้วยแล้ว เป็นธุรกิจข้ามชาติ
พื้นที่จะปลูกต้องมีการเตรียมโดยปรับไถให้เรียบ ไม่ให้มีต้นไม้อื่นขึ้นมา เพราะหากมีต้นไม้อื่นอยู่ก่อนแล้วปลูกต้นไม้ใหม่แซม ต้นไม้เก่าจะแย่งอาหาร น้ำ แสงแดด และบดบังกล้าไม้ใหม่ไม่ให้เจริญเติบโต จึงตัดตัดไม้เก่าออกทั้งหมด แล้วปลูกไม้ใหม่ไม่กี่ชนิดหรือเพียงชนิดเดียวแทน
     
เมื่อปลูกเสร็จก็มีโครงการต่อเนื่อง ดูแลบ้าง ไม่ดูแลบ้าง หากตายไปก็ไม่เป็นไร เพราะปีหน้าหางบประมาณมาปลูกกันใหม่อีก ทุกขั้นตอนใช้เงินจำนวนไม่น้อย และไม่เคยได้ป่าที่อุดมสมบูรณ์ จากการปลูกโดยมนุษย์เลย สักป่าเดียว
     
ก่อนถึงการปลูกป่า เริ่มจากการมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ ต่อมามีการตัดไม้ใหญ่เพื่อแปรรูป แล้วตัดไม้เล็กทำถ่านปล่อยชาวบ้านบุกรุกทำการเกษตรถึงตอนนี้ก็เรียกว่า "ป่าเสื่อมโทรม" ที่ใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจแทบไม่ได้แล้ว จึงเริ่มโครงการปลูกป่าก่อนปลูกจะจัดเก็บต้นไม้ที่ยังเหลือให้หมด แล้วจึงปลูกต้นไม้
     
ปลูกเสร็จต้องมีงบดูแลรักษาและปลูกทดแทนต้นที่ตายไป โครงการปลูกป่ามีมากมาย แต่โครงการดูแลรักษาป่าไม่ค่อยมีใครพูดถึง
     
งบประมาณปลูกป่ามากมาย ขณะที่งบประมาณในการดูแลรักษาป่าเดิมมีเพียงน้อยนิด
     เราจะปลูกป่าด้วยอะไร?
     ด้วยเงินทอง ด้วยคนมากมาย ด้วยโครงการใหญ่โต และด้วยจิตใจแห้งแล้ง หวังแต่กอบโกยด้วยผลประโยชน์ ดังนี้ คงหวังที่จะได้ป่าขึ้นมาเป็นจริงเป็นจังได้ยาก
     เพราะชีวิตแห่งวัตถุนิยมและบริโภคนิยมนั้นห่างไกลจากธรรมชาติ ย่อมไม่อาจเข้าใจและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้
     
ธรรมชาติคือป่า คือการดำรงอยู่มาแต่เดิมเป็นธรรมะที่ไม่แปรเปลี่ยน ไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องดัดแปลง เพียงปล่อยวางแล้วเฝ้าดูด้วยจิตสะอาดบริสุทธิ์
      ธรรมะจะเผยตัวเป็นธรรมชาติอันสมบูรณ์
     
ปลูกป่า ปลูกธรรมชาติภายในจิตใจของผู้คน แล้วจะเข้าใจธรรมชาติที่ปลูกป่าอยู่เป็นปกติ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2009, 07:47:10 PM โดย admin » บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 759



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 07, 2009, 08:17:28 PM »

เหลียวหลังแลหน้า
การจัดการป่าไม้เมืองไทย


ปัจจุบันเราต่างตระหนักกันดีว่าสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศนั้นอยู่ใน
ขั้นวิกฤติ  พื้นที่ป่าไม้ยังคงลดลง ในขณะที่ความต้องการใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรเพิ่มขึ้น  หน่วยงานราชการหลายแห่งพยามยามสร้างมาตรการ
เพื่อแก้ไขปัญหา  แต่นอกจากไม่สามารถหยุดยั้งการลดลงของพื้นที่ป่า
แล้ว  กลับก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น
การก้าวไปข้างหน้าเพื่อแสวงหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอย่าง
แท้จริง  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทบทวนและวิเคราะห์ไปถึงต้นเหตุแห่ง
ปัญหาในการจัดการทรัพยากรจนถึงปัจจุบัน  ทั้งนี้เพื่อนำ ไปสู่
ทางเลือกที่เหมาะสม  สอดคล้องเป็นธรรม  สามารถนำไปสู่การจัดการ
ทรัพยากรที่ยั่งยืนในอนาคตได้

การสัมปทานกินระยะเวลายาวนานมาจนถึง
ปีพ.ศ. 2532  จึงได้มีการประกาศปิดป่า  ถือเป็นการสิ้น
สุดการทำไม้อย่างเป็นทางการ  ซึ่งดำเนินมากว่า 93 ปี
พร้อมกับพื้นที่ป่าไม้ที่เคยมีอยู่มากกว่า 70% ของประเทศ
ลดเหลือเพียง 28%

ในปีที่ประกาศปิดป่า ทั่วประเทศมีป่าถูกสัมปทาน
ถึง 230,000 ตารางกิโลเมตร (143  ล้านไร่) ภายหลัง
การประกาศปิดป่าอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าต่อปีลดลง
ถึง 80% ในปีพ.ศ. 2533 ในส่วนของป่าชายเลนปัจจุบัน
ยังคงมีการให้สัมปทานอยู่ซึ่งสัมปทานจะสิ้นสุดในปี
พ.ศ. 2546 หลังจากการยกเลิกสัมปทานกรมป่าไม้
มีแผนที่จะประกาศให้พื้นที่ป่าที่เหลือทั้งหมดเป็น
เขตอนุรักษ์ในระยะต่อไป
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ www.duangjan.com ส่งวิทยุออนไลท์ทุกวัน 9.00-22.00 น.
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 759



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 07, 2009, 08:20:51 PM »

หากเรามองย้อนดูถึงที่มาและจุดเริ่มต้นของแนวคิดในการจัดการป่าของประเทศไทยนั้น 
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาการจัดการป่าเมืองไทยมีสองแนวทางหลัก
คือ  การจัดการป่าเพื่อเศรษฐกิจและการจัดการป่าเพื่อการอนุรักษ์
การจัดการป่าเพื่อเศรษฐกิจ แนวคิดการทำ ไม้และการเช่าพื้นที่ปลูกสร้างสวนป่าโดยเอกชน 
ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอังกฤษ  ที่เข้ามาทำไม้ในแถบประเทศอินเดียและพม่า
ในสมัยล่าอาณานิคม 

กรมป่าไม้ได้ถือกำเนิดขึ้นในปีพ.ศ. 2439  เพื่อดูแลกิจการทำไม้  มี  มร.เอช  สะเลด
ชาวอังกฤษเป็นอธิบดีกรมป่าไม้คนแรกของประเทศ

การจัดการป่าเพื่อการอนุรักษ์ 

การอนุรักษ์ในประเทศไทยเกิดขึ้นหลังการทำไม้ผ่านไปไม่น้อยกว่า 64  ปี  แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลมาจาก
ประเทศตะวันตก  เงื่อนไขหลักที่ทำให้กรมป่าไม้หันมาสนใจเรื่องการอนุรักษ์เกิดจากการลดลงของพื้นที่ป่า
ซึ่งเป็นผลมาจากการทำไม้ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย  กฎหมายอนุรักษ์ฉบับแรกเกิดขึ้นในปี
พ.ศ. 2503  เป้าหมายหลักเพื่อการรักษาผืนป่าให้มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดโดยไม่ยอมรับเรื่องคนกับป่า
ในขณะที่ในผืนป่าทั่วไปของเมืองไทยมีชุมชนท้องถิ่นอาศัยอยู่
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ www.duangjan.com ส่งวิทยุออนไลท์ทุกวัน 9.00-22.00 น.
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 759



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 07, 2009, 08:25:43 PM »

ปัญหาป่การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ในระยะที่ผ่านมา
ไม่มีการกันเขตชุมชนออกจากเขตป่าแต่อย่างใด

นับตั้งแต่มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งเป็นอุยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศเมื่อปี
พ.ศ.2505 มาตรการอนุรักษ์ได้นำไปสู่การกีดกันชุมชนท้องถิ่นออกจากทรัพยากร  มีการเข้าไปตั้งหน่วยงานใกล้
ชุมชนเพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์ไปจนถึงการอพยพคนออกจากเขตป่า  และเปิดช่องให้เอกชนเข้าเช่าพื้นที่เพื่อ
ทำประโยชน์ทางธุรกิจ  ก่อให้เกิดความขัดแย้งทั้งระหว่างชาวบ้านกับรัฐ  และชาวบ้านกับนายทุน
จะเห็นได้ว่า  แนวคิดและการปฏิบัติเพื่อการอนุรักษ์ป่าของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา  เมื่อนำมาใช้
โดยขาดการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทย  ซึ่งเป็นป่าเขตร้อนที่มีความหลากหลาย
ทางชีวภาพสูง  อีกทั้งยังมีชุมชนที่พึ่งพาอาศัยอยู่กับป่ามากมายนับตั้งแต่อดีต  แนวทางดังกล่าวจึงกลายเป็น
สาเหตุหนึ่งของปัาไม้ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แผนที่กรมป่าไม้  ปี 2535
จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่รวม  7,952,787  ไร่
กลายเป็นเขตอนุรักษ์ตามกฎหมาย  และ
เขตอนุรักษ์ตามมติ  ครม.  ถึง 6,144,800  ไร่
หรือ  89.5%  ของทั้งจังหวัด  พื้นที่บางอำเภอ
เช่น  อำเภอปาย  และอำเภอปางมะผ้า ตกอยู่
ในเขตอนุรักษ์ทั้งหมด
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ www.duangjan.com ส่งวิทยุออนไลท์ทุกวัน 9.00-22.00 น.
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 759



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 07, 2009, 08:31:44 PM »

พื้นที่เกือบทั้งหมดของภาคเหนือกลายเป็นป่าอนุรักษ์  ซึ่งมีชุมชนอาศัยอยู่  การยืนยัน
ไม่ให้ชุมชนอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง  และในความเป็น
จริงแล้วเราไม่สามารถหาพื้นที่รองรับคนทั้งหมดได้

ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่เพียง 81 ล้านไร่ นั่นก็เท่ากับว่าป่าเมืองไทยทั้งหมดจะต้องกลายสภาพ
เป็นป่าอนุรักษ์ในที่สุดเพื่อสนองนโยบายการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ให้ได้ 25%
จึงได้เกิดมติ ครม.เมื่อวันที่ 10,17 มีนาคม พ.ศ. 2535

จำแนกเขตการใช้ประโยชน์จากป่าออกเป็น
โซน C (พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์) จำนวน 88,233,415 ไร่
โซน E (พื้นที่เศรษฐกิจ) จำนวน 51,887,091 ไร่
และโซน A (พื้นที่เพื่อการเกษตร) จำนวน 7,222,540.25 ไร่ 
หลังวันที่17 มีนาคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นมาหลายจังหวัดจึงตกอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ทั้งจังหวัด เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอนมี
พื้นที่รวม 7,952,787 ไร่ กลายเป็นเขตอนุรักษ์ตามกฎหมาย และเขตอนุรักษ์ตามมติ ครม. ถึง 6,144,800 ไร่
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ www.duangjan.com ส่งวิทยุออนไลท์ทุกวัน 9.00-22.00 น.
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 759



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 07, 2009, 08:37:48 PM »

สถานการณ์ป่าไม้ในปัจจุบัน
ภายใต้มาตรการอนุรักษ์

ปัจจุบันการจัดการป่าของเมืองไทยมุ่งเน้นแนวทางการอนุรักษ์ และพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยว
เป็นเป้าหมายรอง  ในปีพ.ศ. 2528 นโยบายป่าไม้แห่งชาติได้กำหนดให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่า 40% ของพื้นที่
ประเทศ  โดยแบ่งเป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์ 15%  และป่าเศรษฐกิจ 25%  แต่เมื่อเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่
ที่ภาคใต้ ในปีพ.ศ. 2531 รัฐจึงได้ปรับให้มีป่าเพื่อการอนุรักษ์ 25% (ประมาณ 80 ล้านไร่) และป่าเศรษฐกิจ
ลดเหลือ 15% ของพื้นที่ประเทศ แต่ในความเป็นจริงข้อมูลจากการแปรภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปีพ.ศ. 2541

พื้นที่บางอำเภอ เช่นอำเภอปาย และ อำเภอปางมะผ้า ตกอยู่ในเขตอนุรักษ์
ทั้งหมด  การประกาศเขตอนุรักษ์ดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย  โดยเฉพาะปัญหาการซ้อนทับ
กับพื้นที่ชุมชนภายใต้พื้นที่ป่าที่เหลืออยู่จริงในประเทศไทยประมาณ 81 ล้านไร่นั้น เป็นพื้นที่เขตอนุรักษ์ตามกฎหมาย
55.99 ล้านไร่ เขตอนุรักษ์ตาม มติ ครม. 10,17 มีนาคมพ.ศ. 2535 เป็นพื้นที่ 88.23 ล้านไร่
(ตัวเลขเกินจำนวนพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่จริง) เตรียมประกาศอุทยานและเขตรักษาพันธุ์ 15 ล้านไร่ และกำหนดให้อยู่ในชั้นคุณภาพ
ลุ่มน้ำชั้น 1A  ชั้น 1B  และชั้น 2  ทั้งหมดประมาณ70 ล้านไร่

การขยายพื้นที่อนุรักษ์ต่าง ๆ เกิดอย่างรวดเร็วในช่วง10 ปีที่ผ่านมา  ทำให้ชุมชนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ใน
เขตป่ากลายเป็นผู้ผิดกฎหมายในถิ่นฐานของตนเองจากข้อมูลการสำรวจของกรมป่าไม้ในเดือนกรกฎาคม
พ.ศ. 2544 พบว่า ในพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย (ไม่รวมที่เตรียมประกาศและป่า
อนุรักษ์ประเภทอื่นๆ) มีประชาชนอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า4.6 แสนครอบครัว (ประมาณ 3 ล้านคน) เป็นพื้นที่อาศัย
และที่ทำกิน ประมาณ 8.2 ล้านไร่ ดังนั้นมาตรการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์จึงมีแต่จะสร้างความขัดแย้งระหว่างรัฐและ
ชาวบ้านอยางมากมาย เนื่องจากคนในชนบทส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับป่า มีป่าเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญในการดำรงชีวิต
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ www.duangjan.com ส่งวิทยุออนไลท์ทุกวัน 9.00-22.00 น.
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 759



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 07, 2009, 08:42:10 PM »

ข้อจำกัดในการจัดการป่าไม้
ของประเทศไทย

ภายใต้มาตรการการอนุรักษ์ที่ดำเนินการอย่างเข้มงวดอยู่ในขณะนี้  ไม่ว่าจะเป็นการประกาศพื้นที่อนุรักษ์
ตามกฎหมายประเภทต่าง ๆ การขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  รวมถึงมีการประกาศ
เขตอนุรักษ์ตามมติ ครม. และการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำแต่ปรากฏว่ายังไม่สามารถหยุดยั้งการลดลงของพื้นที่ป่า
ได้  ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากข้อเท็จจริง 3 ประการดังนี้

1. ข้อจำกัดของกรมป่าไม้
ได้แก่ อัตรากำลังเจ้าหน้าที่  และความรู้ที่นำมาจัดการป่าไม้  สิ่งที่จะกล่าวถึงอันดับแรกคือข้อจำกัด
ด้านอัตรากำลังเจ้าหน้าที่  ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน  โดยเฉพาะในระดับพื้นที่
ตัวอย่างกรณีสถานีควบคุมไฟป่า  จังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบถึง 12,681.3  ตารางกิโลเมตร หรือ
7.9 ล้านไร่  แต่มีกำลังเพียง 60 คน  โดยเฉลี่ยรับผิดชอบ9,375  ไร่/คน  ซึ่งไม่เพียงพอ  และที่สำคัญการแก้ไข
ปัญหาโดยการเพิ่มเจ้าหน้าที่ก็เป็นไปไม่ได้ในภาวะเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน  จะเห็นได้จากสถิติการปรับลด
อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ที่ลดจำนวนลงทุกปีเช่น  ในปีพ.ศ. 2537  มีเจ้าหน้าที่ 17,515  คน  ต่อมา
ในปีพ.ศ. 2541 มีเจ้าหน้าที่เพียง 16,987 คน  และมีแนวโน้มจะลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในอนาคต  ซึ่งเป็นผล
มาจากนโยบายการปฏิรูประบบราชการให้มีขนาดเล็กลงข้อจำกัดถัดมาคือความรู้ที่นำมาจัดการป่าไม้
แนวคิดและนโยบายเรื่องการจัดการป่าได้รับอิทธิพลมาจากอังกฤษและอเมริกา  ซึ่งมีสภาพเป็นป่าเขตหนาว
แตกต่างกับสภาพป่าเขตร้อนในประเทศไทย  แนวทางการจัดการต่าง ๆ ที่นำมาใช้จึงยังเป็นข้อจำกัดและ
ไม่เหมาะสม  เช่น  การจัดการไฟป่า  การฟื้นป่าโดยการปลูกป่า  เป็นต้น
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ www.duangjan.com ส่งวิทยุออนไลท์ทุกวัน 9.00-22.00 น.
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 759



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 07, 2009, 08:44:35 PM »

2. ปัญหาที่เกิดจากแนวทางการจัดการป่าไม้

ปัญหาความขัดแย้งที่เริ่มตั้งแต่สมัยที่การจัดการป่าเน้นเรื่องป่าเพื่อเศรษฐกิจในช่วงของการสัมปทานไม้
ชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ ลุกขึ้นมาต่อต้านการทำไม้  เช่นกรณีการคัดค้านการสัมปทานป่าไม้ของกลุ่มชาวบ้านใน
กิ่งอำเภอบ้านหลวง  จังหวัดน่านและการคัดค้านการสัมปทานไม้ของชาวบ้าน  ตำบลเวียงมอก  อำเภอเถิน
จังหวัดลำปาง  การคัดค้านการเช่าพื้นที่ป่าห้วยแก้วกิ่งอำเภอแม่ออน  จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น  จนกระทั่ง
ถึงนโยบายการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7  ที่ปรับให้มีพื้นที่
ป่าเพื่อการอนุรักษ์ 25%  หรือประมาณ 80  ล้านไร่ในขณะที่ในพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่มีชุมชนอาศัยอยู่
การดำเนินนโยบายดังกล่าวทำให้ประชาชนตกอยู่ภายใต้พื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นจำนวนมาก  มีการจัดตั้งด่านปิดทาง
สัญจรเข้าออกชุมชน  การคุกคามข่มขู่  การอพยพโยกย้ายชุมชนออกจากถิ่นฐาน ได้สร้างความขัดแย้งและการ
เผชิญหน้าอย่างไม่สิ้นสุด  เนื่องจากเป็นแนวทางที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

นอกจากนี้ ปัญหาการคอรัปชั่นเกิดจากช่องโหว่ทางกฎหมายที่ให้อำนาจการจัดการป่าไม้แก่เจ้าหน้าที่
ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว  การคอรัปชั่นเกิดขึ้นตั้งแต่ในระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับชาติ  และเป็นสาเหตุสำคัญ
ประการหนึ่งที่ทำให้นโยบายการอนุรักษ์ไม่สามารถหยุดยั้งการลดลงของพื้นที่ป่าได้  เช่น  กรณีปัญหาป่า
สาละวิน  ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงมีลักลอบทำไม้เถื่อนอยู่

ป่าไม้เชิงพาณิชย์ปลูกไม้เชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเสียสมดุลทางระบบนิเวศ 
ในขณะที่ป่าชุมชนดูแลและฟื้นฟูตามสภาพป่าธรรมชาติ  จึงมีการลดหลั่นของต้นไม้ชั้นต่าง  ๆ
เอื้อประโยชน์ต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางระบบนิเวศอย่างสูง

บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ www.duangjan.com ส่งวิทยุออนไลท์ทุกวัน 9.00-22.00 น.
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 759



ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 07, 2009, 08:46:19 PM »

3.  ทิศทางการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อนุรักษ์

ในระยะที่ผ่านมาพื้นที่ป่าถูกใช้ประโยชน์มาโดยตลอดตั้งแต่การให้สัมปทานทำไม้  การเปิดให้เอกชนเช่า
พื้นที่เพื่อประกอบกิจการ  ทั้งการทำเหมืองแร่ การระเบิดหิน  การทำสวนป่า  และธุรกิจรีสอร์ท จนกระทั่งถึง
แผนพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่อนุรักษ์แบบครบวงจรนอกจากนี้ในพื้นที่อนุรักษ์ยังมีโครงการทั้งของรัฐและ
เอกชนเข้าไปใช้พื้นที่เพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น  อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย  จังหวัดเชียงใหม่
มีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปใช้พื้นที่ถึง 39 หน่วยงาน  รวมพื้นที่  10.89  ตารางกิโลเมตร หรือ  6,806.25  ไร่
(จากภาพถ่ายทางอากาศปี พ.ศ.2535)  รวมถึงการนำพื้นที่อนุรักษ์ไปแลกเปลี่ยนหรือสร้างเงื่อนไขกับพันธะ
สัญญาระหว่างประเทศ  ที่ผ่านมา โครงการเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่า  นำมาซึ่ง
ปัญหาความขัดแย้ง  การทุจริตคอรัปชั่น  และความเสื่อมโทรมของทรัพยากร  เนื่องจากมุ่งแสวงหาผล
ประโยชน์ในระยะสั้นมากกว่าที่จะมองถึงผลกระทบในระยะยาว  จนทำให้พื้นที่ป่าสูญเสียความหลากหลาย
ทางชีวภาพอันเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ชุมชนที่อยู่อาศัยในเขตป่า  มีการพึ่งพาใช้ประโยชน์ไปพร้อมกับการดูแลรักษาในรูปแบบต่าง  ๆ
เช่น  การจัดทำแผนการจัดการทรัพยากร  การทำแนวกันไฟ  รวมทั้งการร่วมมือกับแนวร่วม
กลุ่มต่าง  ๆ  เพื่อให้ทรัพยากรอยู่คู่กับชุมชนได้ตลอดไป

วัฒนธรรม  และสภาพป่าของแต่ละพื้นที่ตามความเหมาะสม  ซึ่งจะทำให้สภาพป่าคงความสมบูรณ์พร้อม
กับเอื้อประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคมไทยในระยะยาวแต่ถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่อนุญาตให้มีการจัดการป่า
ชุมชนในเขตอนุรักษ์  และห้ามไม่ให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากป่า  ก็เท่ากับว่าเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาเรื่อง
คนกับป่าและการสร้างความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรของทุกฝ่ายก็จะไม่บรรลุผล  แต่จะกลายเป็น
ความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด  เพราะชุมชนที่เรียกร้องกฎหมายอยู่ในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่ประสบกับ
ปัญหาป่าอนุรักษ์ทับที่  และปัจจุบันพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่กำลังถูกทยอยประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งหมด
แม้จะมีชุมชนอาศัยอยู่มาก่อนก็ตาม  กฎหมายป่าชุมชนก็จะกลายเป็นเพียงกฎหมายบนกระดาษที่ไม่สามารถ
ใช้ได้อย่างแท้จริง
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ www.duangjan.com ส่งวิทยุออนไลท์ทุกวัน 9.00-22.00 น.
Mayom
Global Moderator
Jr. Member
*****
กระทู้: 69



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 08, 2009, 03:05:03 AM »


ในขณะที่ลดจำนวนบุคลากรของกรมป่าไม้ลงเรื่อยๆ
 
โรงเรียนป่าไม้ ที่จังหวัดแพร่
ยังมีอยู่ไหม?  เพื่ออะไร? เพื่อใคร?

อยากรู้จริงๆ ค่ะ   ฮืม
บันทึกการเข้า

...แม้ในน้ำเน่า ก็ยังเห็นเงาจันทร์...   
  ความสุข อยู่ที่การเลือกเสพ ยิ้ม
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 759



ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: มีนาคม 08, 2009, 02:22:27 PM »

ในขณะที่ลดจำนวนบุคลากรของกรมป่าไม้ลงเรื่อยๆ
 
โรงเรียนป่าไม้ ที่จังหวัดแพร่
ยังมีอยู่ไหม?  เพื่ออะไร? เพื่อใคร?


ท่านใดทราบวานเฉลยทีครับ

[hr]

จากปัญหาและข้อจำกัดของกรมป่าไม้  ผนวกกับความเป็นจริงของพื้นที่ป่าของเมืองไทยที่มีชุมชนอาศัยอยู่ 
เราจึงจำเป็นที่จะต้องแสวงหาทางเลือกใหม่ในการจัดการป่าที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด
กฎหมายป่าชุมชน
เจตนารมณ์เพื่อการจัดการ
ทรัพยากรร่วมกันอย่างยั่งยืน
กฎหมายป่าชุมชนเป็นทางเลือกหนึ่งที่สอดคล้องกับความเป็นจริง  ยอมรับว่าในเขตป่ามีคนอยู่อาศัย
และเป็นกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย  ไม่ว่ารัฐ  ชุมชน นักวิชาการ  และภาคเอกชน  ได้เข้ามาดูแลป่าร่วมกัน
โดยเน้นการจัดการที่สอดคล้องกับองค์ความรู้  วิถีชีวิต

มาตรการเพื่อความมั่นใจต่อแนวทางการจัดการป่าไม้ใน พ.ร.บ.ป่าชุมชน
คำถามที่สำคัญต่อร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชน  โดยเฉพาะกรณีการจัดตั้งป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ 
ว่าเป็นการยกป่าให้ชุมชนเอาไปทำเป็นที่ดินทำกิน  มอบสิทธิให้ชุมชนเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่าอย่างไม่จำกัด 
เปิดโอกาสให้นายทุนเข้ามาถือครองที่ดินในภายหลัง  ข้อกังวลเหล่านี้ในพ.ร.บ.ป่าชุมชนมีมาตรการและตัวบทกฎหมายเพื่อ
ตรวจสอบและสร้างความมั่นใจสำหรับทุกฝ่ายคือ

กระบวนการมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี  คณะกรรมการประกอบด้วยบุคคลจากหลายหน่วยงานทั้งผู้ว่าราชการ
จังหวัด  เจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัด  พนักงานของรัฐผู้บริหารส่วนปกครองท้องถิ่น  ผู้แทนชุมชนท้องถิ่น
องค์กรพัฒนาเอกชน  และผู้ทรงคุณวุฒิ

การขอจัดตั้งป่าชุมชน ต้องเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมมีแผนการจัดการป่าชุมชนอย่างชัดเจน 
สามารถพิสูจน์ได้  ผ่านการเห็นชอบ  และตรวจสอบที่รัดกุมจากคณะกรรมการป่าชุมชน

การจัดการป่าชุมชน  เป็นเรื่องของการจัดการป่าไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัย  ชุมชนต้องเสนอ
แผนการจัดการทรัพยากรที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายทุก 3  ปี  เมื่อหมดแล้วต้องขออนุมัติแผนใหม่

กลไกการทำงาน การติดตาม ควบคุม การตรวจสอบและเพิกถอน  เป็นไปอย่างรัดกุม  หากชุมชนกระทำ
ผิดวัตถุประสงค์  บุกรุกที่ป่าชุมชนเป็นที่ทำ กินคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดและอธิบดีกรม
ป่าไม้มีสิทธิสั่งเพิกถอน  พร้อมทั้งถูกลงโทษจากกฎหมายอนุรักษ์หลายฉบับ  พื้นที่จะกลับเป็นป่าอนุรักษ์
เหมือนเดิม  และชุมชนไม่สามารถขอจัดตั้งป่าชุมชนอีกต่อไป





บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ www.duangjan.com ส่งวิทยุออนไลท์ทุกวัน 9.00-22.00 น.
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 759



ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 08, 2009, 02:26:38 PM »

การจัดการป่าไม้ในประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลต่อสังคมไทย 
เราจึงควรยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
ไม่สามารถมอบหมายให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้แก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จได้ 
การจัดการทรัพยากรในอนาคตต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม  ดูแล  และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 
ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลจากทุกฝ่ายในสังคม
บันทึกการเข้า

บ้านดวงจันทร์ www.duangjan.com ส่งวิทยุออนไลท์ทุกวัน 9.00-22.00 น.
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!